Srisuda's profileการเดินทางสู่ภายในตัวตนPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
June 12 แผลในปอดใกล้ถึงเวลาเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษแล้ว (ออกเดินทางวันที่ 18 ก.ค. 52 -- ใครก็ตามที่ถามบ่อย ๆ แล้วก็ลืมบ่อย ๆ ก็รับรู้ไว้ซะนะ) ช่วงนี้จึงยุ่งกับการเตรียมเอกสารทั้งหลาย อายุก็จะสามสิบอยู่มะรอมมะร่อ ยังต้องหาใบเกิดมาประกอบ (อาจไม่ได้ใช้ก็ได้ แต่เขาให้หาไว้) เราทิ้งไปไหนไม่รู้ เดือดร้อนแม่ต้องไปขอใบรับรองการเกิดมาให้ใหม่ แม่บอกว่าจ่ายค่าดำเนินการไปตั้งสองร้อยแน่ะ (กรรม เจ้าหน้ารัฐที่หลอกแม่ตูรึเปล่าวะ แพงขนาดนั้นน่ะ) สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษเกินหกเดือน คือการเอ็กซเรย์ปอดเพื่อตรวจหาวัณโรค ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจำเพาะเป็นวัณโรค สงสัยที่อังกฤษยังไม่รู้วิธีรักษาโรคนี้ ถึงได้กลัวกันนัก ไอ้การไปตรวจวัณโรคที่ว่านี้ ก็ใช่ว่าจะสุ่มสี่สุ่มห้าไปตรวจที่อนามัยตำบลไหนก็ได้ตามใจ แต่ต้องไปขึ้นทะเบียนกับ IOM (International Organization for Migration) หรือองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน แล้วทาง IOM จะส่งเราไปเอ็กซเรย์้ โดยให้เราเลือกว่าจะไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์หรือพญาไท 2 ก่อนไป IOM ก็ต้องโทรจองคิวล่วงหน้าเป็นอาทิตย์เลยล่ะ เพราะคิวเขายาวเหยียดมาก ใคร ๆ ก็อยากไปเมืองนอกกันทั้งนั้น (มั้ง) เราได้คิววันอังคารที่ผ่านมา นัดเวลา 8 โมงครึ่ง กลางคืนวันจันทร์ก็นั่งถ่ายเอกสารบัตรประชาชนกับพาสปอร์ตไว้ เตรียมรูป เตรียมอะไรต่าง ๆ ถึงเวลาก็นั่งรถไฟฟ้าจากสะพานตากสินไปลงที่ศาลาแดง หาไม่ยากเลย IOM อยู่บนชั้น 8 ของอาคารอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ตรงข้ามกับตึกของ CP ไปถึงก็ต้องแลกบัตรด้วยบัตรอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่บัตรประชาชนและพาสปอร์ต เพราะบัตรสองอย่างนี้ต้องใช้ขึ้นทะเบียนกับ IOM แลกเสร็จแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 8 ตอนอยู่ในลิฟต์ก็เจอสองสามคนที่คาดว่าน่าจะไป IOM เหมือนกัน เราพยายามจะแสยะยิ้มทักทายเขา แต่ไม่มีใครสบตาตูเลย T_T ขึ้นไปถึง ตรวจอาวุธกันอีก หมายถึงอาวุธแบบทำร้ายร่างกาย ปืนผาหน้าไม้นะจ๊ะ ไม่เกี่ยวกับการมีหน้าตาเป็นอาวุธ คนตรวจอาวุธยิ้มแย้มแจ่มใสน่ารักดี เราเลยไม่ต้องยิ้มเก้อเหมือนตอนอยู่ในลิฟต์แล้ว อุตส่าห์ถ่ายเอกสารมาซะเยอะแยะ คนตรวจเอกสารไม่ให้ผ่านซะงั้น บอกว่าไม่ชัด ให้ไปถ่ายใหม่ข้างล่าง โธ่ อุตส่าห์มาแต่เช้า ลงไปถ่ายเอกสารใหม่ กว่าจะกลับขึ้นมา คิวก็เลื่อนไปอีก เอกสารผ่านแล้ว เขาก็ให้กรอกข้อมูลนิดหน่อย นิดหน่อยจริง ๆ เช่น เคยเป็นวัณโรคไหม เคยติดต่อกับคนเป็นวัณโรคหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าไม่เคยสิ (่ใจจริงอยากติ๊กช่อง 'ไม่รู้' มากกว่า แต่เขาไม่ีมีให้) ระหว่างเรากรอกก็มีน้องผู้หญิงที่ดูไฮโซมากกกกกกก เข้ามาถามเราว่ามีปากกาหรือเปล่าคะ เรามีแต่กำลังเขียนอยู่จึงบอกให้เขารอก่อน ให้ปากกาเขายืมแล้ว เราก็แอบดีใจว่าหาเหยื่อที่จะโอภาปราศัยได้แล้ว แต่เห็นท่าทีหวาด ๆ หวั่น ๆ ตอนเขาเอาปากกามาคืนเรา เลยหมดอารมณ์ ตั้งใจว่าจะไม่คุยกับใครแล้ว ทำไมแต่ละคนถึงได้ตั้งการ์ดกับคนอื่นซะขนาดนี้นะ ไ่่ม่ต่างกับประเทศอังกฤษที่ต้องให้เรามาตรวจนั่นตรวจนี่ก่อนเข้าประเทศเลย พวกมีความกลัวเป็นพื้นฐานก็อย่างนี้ น่ารำคาญ (ไอ้พวกมีความโกรธเป็นฐานอย่างเรานี่ ก็น่ากลัว) นั่งรอเกือบชั่วโมงกว่าเขาจะเรียกไปตรวจเอกสาร และให้เซ็นต์ยอมรับเงื่อนไขของเขา เราก็เซ็นต์ ๆ ไป ไม่ได้อ่านหรอก เหมือนตอนติดตั้ง software ลงในคอมพิวเตอร์นั่นแหละ ใครจะไปนั่งอ่านเงื่อนไขของมันวะ ก็ accept กันให้ผ่าน ๆ ไปทั้งนั้นแหละ เสร็จแล้วก็ไปที่โรงพยาบาล เราเลือกพญาไท2 เพราะค้นมาจาก google map แล้วว่า ติดกับสถานีสนามเป้า เดินนิดเดียว ถ้าไปบำรุงราษฎร์ต้องเดินไกลกว่านิดหน่อย เกิดมาไม่เคยไปโรงพยาบาลเอกชน (หรือเคยก็ไม่รู้จำไม่ได้) แหม๊ เขาบริการกันถึงเนื้อถึงตัวจริง ๆ เราไม่ทันได้เดินถึงเคาน์เตอร์หรอก เขาจะปรี่เข้ามาต้อนรับ สอบถามโน่นนี่ แล้วก็พาเราไปนั่งรอตรวจ ยิ้มแย้มให้กันอย่างน่ารัก เออเนาะ ถ้าไม่ใช่อาชีพ เขาจะยิ้มให้เราอย่างนี้หรือเปล่า เอาเหอะ ยังไงก็ทำให้เราูรู้สึกดีก็แล้วกัน ดีกว่าไปเจอหน้าหงิก ๆ ของพยาบาลรัฐ คนมาจาก IOM รอเอ็กซเรย์กันหลายคน ระหว่างเข้าไปนั่งรอในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เราก็กลับมาฮึดสู้ใหม่ พยายามสบตาน้องที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าจะยิ้มให้ ชวนคุยซะหน่อย เหมือนเดิม เขาหลบตาตรอดตรอด คว้าน้ำเหลวอีกเหมือนเดิม กลับไปอยู่อย่างสงบ ๆ ดีกว่านะตู เลิกพยายามเหอะ อยู่ที่โรงพยาบาลเกือบชั่วโมงก็ได้ฟิล์มเอ็กซเรย์มา เขาปิดผนึกเรียบร้อย แอบส่องไม่ได้เลยล่ะ เราต้องนำฟิล์มนี้ไปให้ทาง IOM ตรวจกันอีกที ต้องรีบจ้ำอ้าว กลัวไปไม่ทันก่อนเที่ยง เดี๋ยวถ้าเขาพักกลางวันก่อน เราก็ต้องเสียเวลาเพิ่มอีก ไปถึงสิบเอ็ดโมงนิด ๆ ยังทัน คนรอฟังผลข้างในอีกสิบกว่าคน เราก็รอประมาณเกือบเที่ยง เขาถึงเรียก เอาจริง ๆ นะ เราอ่ะ self มาก ว่าตัวเองแข็งแรงดี อวบอ้วน น่าจะผ่านฉลุย สวีวี่วี แต่ปรากฏว่าแทนที่เขาจะเรียกเราไปนั่งตรงเคาน์เตอร์เหมือนคนอื่น ๆ ก่อนหน้า ที่แค่ไปรับใบรับรองแล้วก็กลับได้ เขากลับเรียกให้เราเข้าไปในห้อง อ้าว ซวยแล้วไง มีอะไรต้องคุยกับตูเป็นพิเศษหรือเปล่าวะเนี่ย ไปถึง มีหมอฝรั่งคนหนึ่ง เอาเหล็กจิ้มปอดของเราอยู่ (บนฟิล์ม) บอกว่ามันมีรอยอยู่ตรงขอบด้านขวานิด ๆ อาจเป็นเชื้อวัณโรคก็ได้ ห่า!!! เราไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าเหวอขนาดไหน หมอคนนั้นถึงได้รีบย้ำว่าแค่อาจมีโอกาสเท่านั้น possibility possibility แล้วแกก็ถามเราต่อว่า เคยติดต่อสัมพันธ์กับคนเป็นวัณโรคบ้างหรือเปล่า เราตอบอย่างมั่นใจว่า "No" เขาหันไปดูปอดเราต่อ เราก็เลยงึมงัมออกไปเล็กน้อยว่า "as far as I know นะ" หมอเลยหัวเราะให้กับความใสซื่อ (บื้อ) ของเรา สรุป เราต้องกลับไปเก็บเสมหะเพื่อตรวจอย่างละเอียดอีกทีว่ามีเชื้อจริงหรือไม่ สามวันรวด พุธ พฤหัส ศุกร์ แต่ไม่ต้องลางาน เพราะเก็บกันตอนเช้า ทาง IOM ต้องการเสมหะที่สดใหม่ (หอมกรุ่นจากเตา) เอาแบบยังไม่ได้กินอะไรไปเลย นอกจากน้ำ ก่อนกลับเขาให้เอกสารเราสองแผ่น แผ่นนึงเป็นการเตรียมตัวสำหรับมาเก็บเสมหะนี่แหละ อีกแผ่นก็บอกอาการของคนเป็นวัณโรค โอ้โห ข้อแรกเราก็รู้แล้วว่าเราไม่ได้เป็น ทำไมหมอดูไม่ออกวะ ถ้าเราเป็นหมอเราจะให้ตัวเองผ่านฉลุยเลยเนี่ย ก็ในกระดาษแผ่นนั้นเขาบอกว่าคนเป็นวัณโรคจะน้ำหนักลดฮวบฮาบ ของเรามันมีแต่ขึ้นพรวดพราดย่ะ ชิๆ ๆ โมโห ๆ วันพุธ ก็แหกตาตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เตรียมไปเก็บเสมหะตอน 6.45 ที่ IOM เหมือนเดิม แต่คราวนี้ไปที่แล็บบนชั้น 7 พี่คนที่เปิดประตูให้ เป็นคนเดียวกับที่ตรวจอาวุธเมื่อวาน ยังน่ารักเหมือนเดิม ยิ้มแย้มทักทายกันดี ไอ้เราก็นึกว่า คนมีรอยที่ปอดคงไม่กี่คนหรอก อย่างมากไม่น่าเกินห้าเอ้า แต่เราได้บัตรคิวที่ 11 ล่ะ ทั้งที่เราไปถึงตอนยังไม่เจ็ดโมงด้วยซ้ำ แถมยังมีคนที่มาทีหลังเราอีกหลายคน ทั้งหมดน่าจะราว ๆ สามสิบได้ เราไม่คุ้นหน้าซักคน ไม่มีพวกที่เราพยายามยิ้มให้เมื่อวานนี้อยู่ด้วยเลย อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ไม่คุยกันเหมือนเดิม ต่างนั่งอยู่มุมใครมุมมัน แต่ละคนแต่งตัวดีมาก สมฐานะกับคนที่จะไปเรียนต่อเมืองนอก (ยกเว้นอยู่คนเดียวที่แต่งตัวไม่เข้าพวก เป็นใครก็ทายเองละกัน) ไม่มีใครสบตากัน ไม่มีใครคุยกัน แต่เรารู้ในใจลึก ๆ ของทุกคนกำลังคิดว่า "อ๋อ ไอ้พวกนีมีแผลที่ปอดเหมือนกูเหรอวะ" "ต๊าย แต่งตัวก็ดีนะคนนั้นน่ะ ไม่น่ามีแผลที่ปอดได้เลย" หรืออะไรทำนองนี้ ความเงียบในห้องมันเหมือนการกำลังคุมเชิงกันอย่างโจ๋งครึ่มมากกว่า เราได้แต่หัวเราะอยู่ในใจให้กับชมรมผู้มีแผลในปอด! เจ้าหน้าที่คอยควบคุมการผลิตเสมหะของพวกเรามีคนเดียว เป็นผู้หญิง ไม่รู้หรอกว่าหน้าตาน้องเขาเป็นไง เพราะคาดผ้าปิดปากปิดจมูก อืม เหมือนสถานกักกันโรคไม่มีผิด เจ้าหน้าที่จะเรียกเข้าไปทีละสามคน ใครยังไม่ถึงคิวก็นั่งรอไป ไอ้ระหว่างรอนี่ เขาก็เปิดวีดิโอเกี่ยวกับวิธีการไอเพื่อให้ได้เสมหะตามที่เขาต้องการ ไม่รู้ว่าตัวแสดงในวีดิโอเป็นใคร แต่เขาก็มานั่งไอโขก ๆ ให้เราดู อะไรก็ไม่ร้ายเท่า ตอนท้าย ๆ ของเรื่องมีข้อความขึ้นว่า Tuberculosis can be cured. ฮ่วย จะมาบิ๊วกันทำไมเนี่ย ฉันยังไม่ได้เป็นวัณโรคนะเว้ย แค่มีรอยที่ปอด จะมาให้กำลังใจกันทำม้ายยยยยย "วัณโรครักษาได้นะจ๊ะ ไม่ต้องกังวล" พูดอย่างนี้ก็เท่ากับสรุปว่าตูเป็นแล้วนี่หว่า อ่ะ ถึงคิวเราแล้ว เราต้องยื่นพาสปอร์ตหรือบัตรประชาชนให้เขาตรวจ เจ้าหน้าที่ก็จะติ๊กว่าเรามาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ จากนั้นก็จะเปิดประตูให้เราเข้าไปในห้องเก็บเสมหะที่แท้จริง ข้างในนั้นมีห้องเล็ก ๆ (ใหญ่กว่าตู้โทรศัพท์เล็กน้อย) สามห้องติดกัน สำหรับแต่ละคนเข้าไป เราไปครั้งแรก เขาจึงอธิบายวิธีการให้ฟังละเอียดหน่อย พอคนก่อนหน้าเราออกจากห้องเก็บเสมหะปุ๊บ เขาก็ต้องฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคปั๊บ ป้องกันกันทุกทาง เราก็ต้องบ้วนปากด้วยน้ำดื่มที่เขาเตรียมไว้้ (ห้ามบ้วนด้วยน้ำก๊อกเด็ดขาด) แล้วก็ดึงกระดาษทิชชูไปไว้รอซับปากในห้อง จากนั้นก็จะถูกส่งตัวเข้าหอ ไม่รู้ทำไม เราโคตรขำกับเรื่องอะไรพวกนี้ มันดูเวอร์ผิดมนุษย์มนา แต่จะขำไง ก็ต้องทำตามเขา ก็เราอยากไปประเทศเขานี่นา ไม่มีสิทธิ์บ่น ต้องเล่นตามกฎของเขาไป เอ้า หายใจเข้าออกช้า ๆ ลึก ๆ ครั้งที่สี่ก็กลั้นไว้ แล้วก้มตัวลง พยายามไอ อ่ะค่อกอ่ะแค่ก ไม่นานหรอก ไม่น่าเกินสามนาที ก็ได้เสมหะที่หลุดออกมาจากปอดให้เขา เราก็บ้วนใส่กระปุกที่เขาให้มา ย้ำว่าเสมหะจากปอดนะจ๊ะ แถว ๆ คอ นี่เค้าไม่รับ ออกมาจาก IOM เดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าอีกครั้งเืพื่อไปทำงาน แถวศาลาแดงของกินเยอะมาก แต่วิธีการเก็บเสมหะเมื่อกี้ ทำลายอาการอยากอาหารไปเสียสิ้น เลยไม่ได้ซื้ออะไร ทั้งที่ท้องเริ่มหิวแล้ว วันที่สองก็ต้องไปเก็บแต่เช้าอีก คราวนี้ไปสายได้คิวที่ 22 แน่ะ วันนี้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ชาย สวมผ้าปิดปากปิดจมูกเหมือนเดิม แต่พูดเสียงดังมากกกกกกก ไม่รู้จะเสียงดังไปไหน น้องเมื่อวานเค้าเช็คข้อมูลเงียบ ๆ แต่พี่คนนี้แบบว่า "คุณศรีสุดานะครับ มาเก็บเสมหะเป็นวันที่สอง" ห้องก็แค่นั้น จะพูดดังไปไหน สรุปเลยรู้จักชื่อหมด ศรีสุดา มีรอยที่ปอด วันนี้วันที่สาม เมื่อเช้าไปเก็บเสมหะเป็นวันสุดท้ายแล้ว รอผลวันจันทร์ คิดว่าไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว เพราะถ้าเราเป็น เพื่อนเราที่ไปตรวจก่อนหน้านี้ก็ไ่ม่น่าผ่านง่ายดายขนาดนั้นหรอก มันคงติดเราไปแล้ว คลุกคลีตีโมงกันมาไม่ใช่น้อย แต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไร เอาเหอะ ยังไงก็ต้องทำตามขั้นตอนเขาไป ให้เขาได้พอใจกันซะ ถ้าวันจันทร์มันมีเรื่องอะไรประหลาดพิศดารอีก ก็จะเข้ามาเล่าให้ฟังใหม่อีกทีละกัน Comments (5)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://universe111.spaces.live.com/blog/cns!C11D1A31D0FB708E!799.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|