Srisuda's profileการเดินทางสู่ภายในตัวตนPhotosBlogListsMore Tools Help

การเดินทางสู่ภายในตัวตน

ของคนคนหนึ่ง

One of my dream is to be a famous writer. Not only must be the writer but must also be famous. Ha ha ha! Just kidding! I am only happy to write. Everytime I know you enjoy reading my diary I always feel good; it seems like my dream is a bit coming closer. ยิ้ม

So thanks for your visiting.

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Photo 1 of 2
October 24

นิราศนอริช ตอนที่ 14


นอกจากวาซาบิแล้ว ศรีสุดาก็ยังมีเพื่อนใหม่อีกหลาย หนึ่งในนั้นเป็นน้องญี่ปุ่น (อีกแหร่ว) อายุน้อยมาก ยังไม่ถึงยี่สิบเลย นางมาเรียนต่อปอตรีที่นี่ จับพลัดจับผลูอีท่าไหนไม่ทราบ ต้องมานั่งเรียนรวมกับป้า ๆ ปอโท เรียนภาษาเฉย ๆ ก็ยังพอทำเนา นี่ต้องเรียนพื้นฐานการวิจัยเข้าไปด้วย นางญี่ปุ่นน้อยนามว่าอิซูสุ (นามสมมติเช่นเคย) จึงออกอาการเบื่อหน่ายในบางครั้ง

แม้วัยจะห่างกันหลายปี ศรีสุดาอายุมากกว่านี้อีกสักหน่อย อาจนับว่าเป็นแม่ลูกกันได้ทีเดียว (หากหล่อนแต่งงานตอนเด็กน่ะนะ) แต่ศรีสุดากับอิซูสุน้อยกลับสนิทสนมกลมเกลียวกันมาก มากกว่านางวาซาบิด้วยซ้ำ เพราะทั้งสองคนนิสัยทะลึ่งตึงตังพอกัน อิซูสุนั้นก็นับว่าควรแก่อายุ นางจะแก่นแก้วแววซนก็ไม่แปลก แต่ศรีสุดานี่สิ...

อิซูสุนั้น มีบางอย่างแตกต่างจากชาวญี่ปุ่นคนอื่น ๆ (ที่ศรีสุดารู้จัก) นางเป็นคนกล้าพูดกล้าจา มั่นใจในตัวเอง อายุเท่านี้แต่เดินทางมาเรียนที่อังกฤษตามลำพัง จัดการเรื่องเรียนทุกอย่างด้วยตัวเอง (ยกเว้นเรื่องเงินที่ต้องโทรกลับไปขอที่บ้าน) ก็นับว่าเก่งกล้าสามารถทีเดียว ในขณะที่คนญี่ปุ่นอื่น ๆ มักขี้เกรงใจ ขี้อาย อิซูสุดูกล้ายืนยันความคิดเห็นของตัวเองมากกว่า 

น้องอิซูสุบอกว่า นางไม่ชอบสังคมญี่ปุ่นนัก เพราะกดดัน ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้ ต้องคอยกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง (นางว่าของนางอย่างนั้นนะ) คาดว่านางคงอยากปักหลักปักฐานอยู่แถวอังกฤษมากกว่ากลับไปประเทศของตนเอง เพราะที่นี่นางมีอิสรเสรีมากกว่าตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น 

ความจริงเพื่อนของศรีสุดามีอีกหลายคน แต่จะเล่ารายละเอียดเสียหมดทุกคนก็ออกจะเกินไป ขอเลือกที่เด่น ๆ ของแต่ละประเทศแล้วกันหนา

คราวนี้ถึงคิวของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่บ้าง ในห้องเรียนภาษาอังกฤษของศรีสุดามีอยู่สามคน นางหนึ่งเป็นหญิงเปรี้ยว ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับศรีสุดานัก เพราะนางโดดเรียนบ่อย อีกนางหนึ่งเป็นหญิงโก๊ะ ๆ สำเนียงฟังยากมากกกกกกก นางพูดแต่ละทีต้องกลั้นหายใจไม่งั้นฟังไม่รู้เรื่อง ส่วนสุดท้ายเป็นชายหนุ่มที่ไม่รู้ว่าจะนิยามเขาด้วยคำว่าอะไรดี แต่หลายสิ่งมากตานี่ ไว้นินทาทีหลัง

นางเปรี้ยวนั้นขอข้ามไป เพราะไม่สนิท มาเล่าถึงนางโก๊ะดีกว่า เพราะเจอกันบ่อย ตั้งชื่อให้นางว่าเหมยลี่ก็แล้วกันหนา (ได้ข่าวว่ากำลังดังในไทยนะชื่อนี้)

อาทิตย์แรก ๆ ของการเรียน พวกเราก็นัดไปกินข้าวเย็นด้วยกัน เพื่อจะได้พูดคุยทำความรู้จัก ตอนนั้นพี่ซาอุรีบกลับบ้านไปหาลูกเมีย จึงเหลือศรีสุดาเป็นพี่ใหญ่สุดคนเดียว แม่นางเหมยลี่ไม่รู้เป็นโรคอะไร นางชอบถามอายุคนมาก  

เหมยลี่ :  “Do you mind if I ask ‘how old are you’?”

ศรีสุดา : …ha ha … -_-)! (ได้แต่ยิ้มไม่ตอบอะไรเลย)

เหมยลี่ : โอเคค่ะ คงไม่ค่อยสุภาพเนอะ ถามเรื่องนี้

ศรีสุดา เอ่อ คือว่า เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ ถามใหม่ได้ไหม ไม่รู้หรอกว่าสุภาพหรือเปล่า เพราะฟังไม่เข้าใจ แหะ แหะ

นั่นแหละคุณผู้อ่าน เหมยลี่ถามอายุ คำถามพื้น ๆ ศรีสุดายังหูไม่กระดิก วาซาบิกับอิซูสุก็อ้าปากหวอ (สองคนนี้ก็บอกว่าสำเนียงนางเหมยลี่ฟังยากเช่นกัน)

พอเข้าใจคำถามดีแล้ว ศรีสุดาก็ตอบนางไป เพราะไม่ได้เดือดร้อนอะไรเรื่องอายุ นางเหมยลี่ก็พยักหน้าหงึก ๆ แล้วก็กระโดดไปเรื่องใหม่ (ต่อ ๆ มา ก็รู้กันว่า นางเป็นคนที่ชอบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เช่น ทุกคนกำลังคุยกันเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ นางก็โพล่งขึ้นมากลางวงว่าใครจะไปในเมืองบ้างวันนี้ หรือทุกคนกำลังคุยเรื่องอาหาร นางก็โพล่งขึ้นมาว่าครูที่สอนเราอายุเท่าไหร่ เป็นต้น)

นางถามทุกคนว่ามีใครคิดถึงบ้านกันบ้างไหม ทุกคนตอบว่าไม่กันหมด เพิ่งมาได้อาทิตย์เดียวจะรีบคิดถึงไปไหนเล่า อิซูสุมานานกว่าเพื่อน หนึ่งปีพอดี นางยังบอกว่าไม่คิดถึงเลย แต่เหมยลี่บอกว่า นางอยากกลับบ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงมาก แล้วนางก็ถามอิซูสุว่า

เหมยลี่    :               ทำไมยูไม่ให้พ่อแม่มาด้วย ยูยังเด็กนี่ พ่อแม่น่าจะตามมาด้วยได้ ยูจะได้ไม่คิดถึง (อิซสุมันยังไม่ได้พูดเลยว่ามันคิดถึง ไปคิดแทนมันอีก)

อิซูสุ        :               เขาจะมาทำไมล่ะ เขาก็มีการมีงานทำนะ ไอก็ดูแลตัวเองได้

เหมยลี่    :               ไอยังอยากให้พ่อแม่ไอมาเลย ทำไมยูไม่อยากล่ะ พ่อแม่มาด้วยยูจะได้ไม่เหงา

อิซูสุ        :               โอ๊ย ไม่ต้องมาหรอก ไอไม่เหงาสักหน่อย พ่อแม่ไอทำงานอ่ะดีแล้ว เขามาอยู่ที่นี่ จะเอาเงินที่ไหนส่งให้ไอเล่า ไม่ต้องมาดูแลหรอก ส่งเงินมาก็พอ

ถ้าเป็นอิซูสุคร่ำครวญคิดถึงพ่อแม่ยังพอเข้าใจได้นะเพราะนางยังเด็ก แต่เหมยลี่นี่ก็ยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดแล้ว ยังงอแงเหมือนเด็ก ๆ เพื่อน ๆ ก็ได้แต่ยิ้มด้วยความเอ็นดู๊ (หรือเปล่า) อย่างไรก็ตาม นอกจากเหมยลี่แล้ว คนจีน (แผ่นดินใหญ่) อีกสองสามคนที่ศรีสุดาได้พบ ต่างก็เบื่ออังกฤษ อยากกลับจีนกันทั้งนั้น ศรีสุดาจึงวิเคราะห์แบบมั่ว ๆ ว่า คนจีนก็คงเหมือนคนอเมริกา คือประเทศของพวกเขากว้างใหญ่ไพศาลมาก ไม่ต้องง้อใคร ไม่ต้องสนใจวัฒนธรรมของใคร พอต้องไปอยู่ประเทศอื่น ต้องไปปรับตามวัฒนธรรมคนอื่นเลยอึดอัด

จริง ๆ เรื่องของเหมยลี่ยังมีอีกมาก แต่ก็ปล่อย ๆ นางไปเถิด เพราะขี้เกียจเล่า หันมาเล่นงาน เอ๊ย เล่าถึงกระทาชายจีนนายนี้กันดีกว่า ขอตั้งชื่อสมมติให้ท่านว่า หงจินเป่า (เป็นดาราชายจีนคนแรกที่ศรีสุดารู้จัก)

หงจินเป่านี้ หน้าตาแบบจีนขนานแท้ ตี๋สุด ๆ ผิวขาวจั๊ว แต่ตัวสูงใหญ่มาก (คาดว่ามากกว่าร้อยแปดสิบ) เจอกันครั้งแรก ๆ ศรีสุดาก็นึกว่าเขาจะมาเรียนปอตรีเหมือนน้องอิซูสุ เพราะอาหงหน้าเด็ก หล่อนไม่ค่อยได้ใส่ใจอะไรเขานัก เพราะอยู่ในห้อง อาหงก็ไม่ค่อยพูด พูดทีก็งึม ๆ งัม ๆ อยู่ในคอ ลักษณะเหมือนเด็กไม่มั่นใจในตัวเอง เรียกว่าไม่อยู่ในสายตาหล่อนว่างั้น

แต่แล้วก็บังเอิญว่าในวิชา Speaking & Reading Skills ศรีสุดากับอาหงดันได้จับคู่กันทำงาน และต้องทำด้วยกันตลอดไปจนจบหลักสูตร ต้องไปอ่านบทความในวารสารวิชาการมา แล้วสรุปส่งครูทุกสัปดาห์ อาทิตย์แรกอาหงก็โชว์แมนด้วยการบอกศรีสุดาว่า

“ยูไปทำมาก่อนนะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าไอค่อยทำ”

อารามคิดว่าทำงานกับเด็ก ศรีสุดาจึงไม่ถือสา นางก็ไปทำการบ้านงก ๆ แล้วพิมพ์มาให้อาหงเสร็จสรรพ แล้วค่อยมารู้ทีหลังว่ามันจะมาเรียนปอโท ไม่ใช่ปอตรี แต่มันหน้าเด็กเท่านั้นเอง

ปรากฏว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก รู้สึกว่าช่วงอาทิตย์นั้น ไม่ว่าวิชาไหน ๆ ศรีสุดาก็พาลได้จับคู่ทำงาน จับคู่สนทนากับหงจินเป่าอยู่เรื่อย ๆ ศรีสุดาเป็นคนตลกโปกฮา อาหงก็ชอบใจ อีก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเวลาได้คุยกัน

เมื่อศรีสุดาตั้งใจว่าจะซื้อปรินเตอร์มาไว้ใช้งาน อาหงก็กุลีกุจอช่วยหาข้อมูลเป็นอย่างดี จึงได้โอกาสแลก msn กัน และแล้วนังหงจินเป่าก็เริ่มสำบัดสำนวน ผิดกับตอนเจอหน้ากัน – you are so lovely, you are so sweet, you are so strong, you are smart บลา บลา บลา แล้วแต่วันไหนมันอยากชมเรื่องอะไร

มีวันหนึ่งอาหงก็ขอให้ศรีสุดาทำอาหารไทยให้ตัวเขาได้รับประทาน ศรีสุดาก็ออกตัวว่า

- ไอยังไม่ค่อยกล้ากินอาหารที่ตัวเองเลย ยูจะกล้าเรอะ

- กล้าสิ ไอสัญญา ไอจะกินจนหมด กินไม่บ่นเลย

โดนเด็กอ้อนบ่อย ๆ เข้า ศรีสุดาเลยใจอ่อนรับปากส่งเดชไปว่า

-           ได้ ๆ เดี๋ยวจะทำให้กิน แต่ถ้าทำแล้วยูไม่กิน ยูตายแน่

-           กินสิ ไอกินแน่นอน แม้ว่าผลจะออกมาเหมือนกัน...คือตาย (กวนเหมือนกันนะไอ่นี่)

ถึงรับปากไปว่าจะทำ ศรีสุดาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะรู้จักฝีมือตัวเองดี ทำให้เขากินไป เกิดลูกชาวบ้านชาวช่องเป็นอะไรขึ้นมา ก็ไม่รู้จะรับผิดชอบให้พ่อแม่เขาได้ยังไง นางจึงทำเฉยเสีย คิดว่าเดี๋ยวอาหงจินเป่าก็คงลืม ๆ ไป ที่ไหนได้ ผ่านไปหลายวัน อาหงก็ยังอ้อนไม่เลิก บอกว่า

-           ตั้งตารอวันจะได้กินอาหารฝีมือยูอยู่นะ ยูต้องมั่นใจในตัวเองรู้ไหม ไอเชื่อว่ายูทำได้ กับข้าวที่ยูทำต้องอร่อยแน่นอน ฯลฯ

-           ทำไมต้องมาให้กำลังใจกันขนาดนี้ด้วยเนี้ยะ (ชักเคลิ้ม ๆ ละ หรือเราจะทำกับข้าวเก่งจริง ๆ นะ เปิดร้านอาหารเลยดีไหมน้อ อิอิ บ้ายอ)

-           I’m your fan. No reason.

ต๊าย ศรีสุดา ยังไม่ดังก็มีแฟนคลับซะแล้วเหรอหล่อน แม้ว่าไม่ได้คิดกับอาหงจินเป่าเชิงชู้สาวเลย แต่มาถึงตอนนี้หล่อนก็ชักเคลิ้ม ๆ ละ ว้าย ๆ นี่เด็กมาจีบเราหรือเปล่าเนี่ย ตายละ ตายแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลย ทำยังไงดีนะ เราไม่อยากมีภาระอ่ะ เดี๋ยวเสียการเรียน แล้วจะตอบคำถามสื่อมวลชนยังไงล่ะทีนี้ -เป็นพี่น้องกันค่ะ ไม่ใช่แฟน ยังไม่พร้อมเปิดใจรับใครค่ะ อ๋อ รูปที่โดนแอบถ่ายมาว่าไปเที่ยวสองคนน่ะเหรอคะ จริง ๆ ไปกันหลายคนนะ แต่เขาถ่ายมาแค่สองคน ฯลฯ - ไปกันใหญ่ละ -_-)!

แต่แหม ถึงไม่คบเป็นแฟน เก็บไว้ดูเล่นก็ดีนะ ประมาณว่าเก็บไว้เป็น collection คริก ๆ ๆ หล่อนก็พร่ำเพ้อของหล่อนไป ตามประสาคนไม่ค่อยมีใครมาจีบ

อาหงจินเป่าก็หยอด ๆ ศรีสุดาอยู่อย่างนั้นระยะหนึ่ง ดีว่าตานี่ไม่ใช่สเป๊ค หล่อนจึงแค่รู้สึกดีที่มีคนมาป้อยอ แต่ไม่ถึงขั้นหลงใหลได้ปลื้มอยากเป็นแฟนกับเขา จนวันหนึ่ง ครูมอบหมายให้ทำงานกลุ่ม อาหงมาบีบบังคับให้ศรีสุดาอยู่กลุ่มด้วย แต่เผอิญศรีสุดาอยู่กลุ่มเดียวกับอิซูสุเพื่อนซี้ต่างวัยของหล่อนแล้ว อาหงจึงต้องไปอยู่กลุ่มเดียวกับน้องวาซาบิ นับจากนั้นอาการของไอ่หงจินเป่าก็เปลี๊ยนไป๋

จากที่เคยชวนศรีสุดาไปคุยที่ห้อง อาหงก็เลิก แต่เปลี่ยนเป้าหมายไปชวนวาซาบิแทน บางครั้งศรีสุดายืนอยู่ข้างวาซาบิ มันยังไม่ชายตามาแลหล่อนเล้ย เหมือนศรีสุดาไม่มีตัวตน คล้ายหล่อนเป็นอากาศธาตุ ศรีสุดาได้แต่งงกับอาการหน้ามือเป็นหลังเท้าของผู้ชาย ชิชิ เล่นกับใครไม่เล่น หงจินเป่าเอ๋ย ดันไปเล่นกับน้องวาซาบิซึ่งเป็นคนที่ระมัดระวังตัวมาก ไปเข้าใกล้นาง นางก็ถอยห่าง อิซูสุได้แต่ขำก๊าก ๆ กับศรีสุดา ว่าอาหงจินเป่าพยายามจะจีบวาซาบิใช่ไหมนี่ จีบไม่ดูตาม้าตาเรือ อยู่ดี ๆ มาชวนผู้หญิงขี้อายขึ้นห้องตัวเอง ใครเขาจะไป

ศรีสุดาเองก็ได้รู้เช่นเห็นชาติคน จะจีบวาซาบิก็จีบไปสิ ใครจะไปว่าอาไร แต่ทำไมต้องมาเย็นชากับหล่อนด้วย ไม่เคยไปเรียกร้องอะไรกับเอ็งซะหน่อย นิสัยจริง ๆ

หล่อนได้คุยกับวาซาบิทีหลังว่า หงจินเป่าเองก็ไปอ้อนขอให้วาซาบิทำอาหารให้เช่นกัน อืม... เขาคงเป็นคนชอบกินจริง ๆ อ่ะนะ เลยยอมพูดจาหวาน ๆ ยังไงก็ได้ เพื่อให้ได้กินของฟรี พอศรีสุดาไม่ยอมทำให้เสียที เขาเลยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ โถ พ่อคุณ แค่ไม่ทำกับข้าวให้กิน ถึงกับมองไม่เห็นหัวกันเชียวเหรอนี่

อย่างไรก็ตาม หลังจากก้อร่อก้อติกวาซาบิได้ระยะหนึ่ง แต่นางไม่แยแสเลย หงจินเป่าจึงต้องกลับมาคุยกับศรีสุดาเหมือนเดิม 555 กล้าคุยมาหล่อนก็กล้าคุยกลับ แต่จนแล้วจนรอดหล่อนก็ยังไม่ได้ทำกับข้าวให้อาหงกินเลย เกือบ ๆ จะไปฝึกปรือฝืมือเพื่อให้ทำให้ไอ่หงนี่กินแล้วหนา เพราะชักเคลิ้มกับคำป้อยอ แต่อาหงดันมาออกลายเสียก่อน ฉะนั้นก็อย่ากินเลยเมิง

นี่นับว่าเป็นโชคดีของศรีสุดาอย่างหนึ่ง ตรงที่หล่อนไม่ได้คิดรักใคร่เกินเลยกับหงจินเป่า อาจเคลิ้ม ๆ กับคำหวาน ๆ ไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าเกิดมาไม่เคยมีผู้ชายที่ไหนตั้งหน้าตั้งตาชื่นชมหล่อนขนาดนี้มาก่อน หาใช่เพราะหล่อนอยากตกล่องปล่องชิ้นกับเด็กหนุ่มคนนี้ไม่  หากเป็นคนอื่นที่ศรีสุดามีใจให้ แล้วมาหยอดคำหวานกับหล่อนอย่างนี้ คงจะต้องเจ็บปวดน่าดูทีเดียว เมื่อท้ายที่สุดแล้ว กลับกลายเป็นว่าเจอเขาจีบเพื่อนหล่อนต่อหน้าหล่อนเอง ขอบคุณอาหงจินเป่าจริง ๆ ที่ทำให้ศรีสุดาแน่ใจเข้าไปอีกว่า ความรู้สึกของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่คนอื่น ตัวหล่อนเองก็ด้วย วันนี้รัก พรุ่งนี้จะเบื่อหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย


October 18

นิราชนอริช ตอนที่ 13 : เืพื่อนใหม่



นักเรียนภาษาในกลุ่มโอมีประมาณสิบกว่าคน บางชั่วโมงก็มีนักเรียนกลุ่มอื่นมาเรียนด้วยบ้างประมาณสี่ห้าคน แม้มีเวลาเรียนด้วยกันแค่แปดสัปดาห์ แต่ศรีสุดาและเพื่อน ๆ ก็เหมือนคุ้นเคยกันมานาน อาจเพราะทุกคนต่างก็พลัดบ้านพลัดเมืองมา ภาษาก็งู ๆ ปลา ๆ พอกัน (มีอยู่สองสามคนที่ดูเก่งล้ำหน้าเพื่อน ๆ ไปบ้าง)

แม้คนไทยในมหาวิทยาลัยนี้มีเยอะมาก แต่ในกลุ่มของศรีสุดา มีหล่อนคนเดียวที่เป็นนางสาวสยาม ชนหมู่มากของห้องคือชาวญี่ปุ่น รองลงมาคือจีน (แต่ถ้ารวมทั้งมหาวิทยาลัยต้องยกให้พี่จีนเขา) ที่เหลือก็ตุรกีกับซาอุดิอารเบีย หลงมาอย่างละหนึ่งเช่นกัน

ศรีสุดานั้นหนาเกือบเป็นเจ้ใหญ่ของห้อง ดีว่ามีพี่ซาอุมาช่วยไว้ แว่วว่าพี่ซาอุมาเรียนที่นี่พร้อมลูกพร้อมเมีย พี่จึงหายหน้าหายตาไปจากชั้นเรียนบ่อย ๆ คงต้องช่วยเมียเลี้ยงลูกหรือไรไม่ทราบ หล่อนก็เลยกลายเป็นรองอันดับหนึ่งของห้องในด้านความแก่ เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นนั้น มีทั้งที่เพิ่งเรียนจบปอตรี หรือทำงานมาแล้วสองสามปี

หลายครั้งหลายหนศรีสุดาจึงโดนถามว่า -มาต่อปริญญาเอกเหรอ- บางคนก็ถึงขั้นว่าไปทำอะไรอยู่ถึงเพิ่งมาเรียน หล่อนก็ตอบไปตามสัตย์จริงว่าที่เพิ่งมาเรียนเพราะได้ทุน ถ้าไม่ได้ทุนก็เห็นจะไม่มีปัญญาส่งเสียตัวเองเรียน

ถึงแก่กว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่หลายปี ศรีสุดาก็ไม่รู้สึกแตกต่าง เนื่องจากการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ สรรพนามมีแต่คำว่า I กับ You แล้วก็เรียกกันแต่ชื่อ ไม่มีคุณพี่ คุณป้า คุณน้า คุณน้อง นำหน้าเพื่อบ่งบอกวัยวุฒิ ความรู้สึกจึงเหมือนเพื่อนที่มีความเท่าเทียมกัน แม้วัยแตกต่าง แต่ถ้าคุยกับน้องคนไทยเมื่อไหร่ หล่อนอาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่กว่าอยู่บ้าง เพราะทุกคนเรียกหล่อนว่าพี่

แม้ใบหน้าของศรีสุดาบ่งบอกว่าหล่อนมาจากที่ราบสูง แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใดหล่อนจึงถูกโฉลกกับน้อง ๆ ผู้มีใบหน้าคิกขุบ้องแบ๊วอย่างชาวญี่ปุ่นนัก ภาพประเทศญี่ปุ่นในสายตาเอเชียด้วยกัน อาจคล้ายยโสโอหัง แต่มนุษย์ญี่ปุ่นที่ศรีสุดาสนิทด้วยกลับมีความน่ารักน่าคบหายิ่งนัก

เริ่มกันที่น้องวาซาบิ (นามสมมติ ขอแจ้งให้ทราบว่าทุกชื่อตัวละครล้วนสร้างสรรค์งานดีมีคุณภาพโดยผู้เขียนเองทั้งนั้น หาใช่ชื่อที่พ่อแม่ของพวกเขาตั้งให้ไม่) นางเป็นหญิงเรียบร้อย สุภาพ แต่ทว่ากลับแข็งแกร่งอยู่ภายใน หากวาซาบิเป็นชาย ศรีสุดาคงคิดไปแล้วว่าคือบุพเพสันนิวาส เพราะนางได้เจอกับศรีสุดาอย่างบังเอิญ โดยมิได้นัดหมายหลายครั้งหลายหนมาก (ศรีสุดาเองเคยด่าหนังละคร หรือหนังสือที่ใช้ความบังเอิญเข้าว่ามาแล้ว แต่พอเกิดกับตัวเองบ้าง หล่อนเลยชักจะยอมรับแล้วว่าเรื่องแบบนี้มันมีอยู่จริง)

นับตั้งแต่วันที่สองของการใช้ชีวิตอยู่ที่นอริช ทางโรงเรียนสอนภาษามีการจัดทัวร์รอบโรงเรียนให้นักเรียนใหม่ (ที่หล่อนเคยใช้เป็นข้ออ้างในการหนีจากการล่อลวงของสิบแปดมงกุฎบิว) ถึงเวลาห้าโมงเย็นตามนัดศรีสุดาก็ไปนั่งเจ๋ออยู่ตรงล็อบบี้ มีคนประมาณหกเจ็ดคนรออยู่แล้ว คาดว่าเป็นนักเรียนใหม่เช่นกัน

ศรีสุดาเลือกนั่งข้างสาวน้อยนางหนึ่ง ใบหน้าบ่งบอกว่ามาจากญี่ปุ่นแน่นอน นางก้มหน้างุด ๆ ไม่ยอมสบตาผู้ใด มินำพาว่าศรีสุดาพยายามสบตาเพื่อจะเอ่ยคำทักทายนาง จ้องนางอยู่พักหนึ่งจนรู้สึกตัวเองจะเป็นปลากัดเข้าไปทุกที ศรีสุดาจึงละความพยายาม หล่อนคิดว่าในเมื่อน้องยังไม่พร้อมจะคุย ก็อย่าไปรุกร้ำ ให้พื้นที่น้องไปก่อน เดินเที่ยวไปด้วยกันสักพักค่อยคุยก็ยังไม่สาย จึงสรุปว่าสองนางก็นั่งเงียบเป็นสากกระเบืออยู่ข้างกันในขณะที่คนอื่นเขาคุยกันจ้อกแจ้ก

เมื่อถึงเวลา ชาวคณะก็ได้เดินทัวร์รอบมหาวิทยาลัยด้วยกัน โดยมีพี่ไกด์จำเป็น (และท่าทางจำใจมาก คงถูกบังคับมา) ซึ่งเป็นชาวสเปนมานำทาง พี่ไกด์ท่าทางกวนเบื้องล่างถูกใจศรีสุดาเป็นยิ่งนัก ตะแกเดินเร็วมาก ห่างลูกทัวร์อยู่สองร้อยเมตร ราวกับกลัวว่าจะมีคนมาเห็นคุณพี่กำลังนำทัวร์เราอยู่แล้วก่อให้เกิดความอับอายแก่วงศ์ตระกูล ทางคณะลูกทัวร์จึงต้องดูแลกันเอง ได้แต่มองพี่ไกด์อยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

ระหว่างเดินศรีสุดาก็หาโอกาสเจรจาพาทีกับน้องนางญี่ปุ่นผู้นั้นจนได้ ทำให้้ทราบว่านางชื่อวาซาบิ คุยกันไปกันมา อยู่คณะเดียวกัน สาขาวิชาเดียวกันเสียอีกแน่ะ จนล่วงมาถึงวันจันทร์ก็ได้รู้ว่าอยู่กลุ่มโอเหมือนกันอีก

ความบังเอิญกับน้องวาซาบิยังมีอีกมากมายหลายตอน ครั้งหนึ่งศรีสุดาไปหาซื้อหม้อหุงข้าวลดราคาในเมือง อยู่ในซอกหลืบของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ก็พบกับน้องวาซาบิ อีกครั้งไปร้านสะดวกซื้อใกล้มอก็เจอน้องวาซาบิ ไปห้องสมุดก็เจอน้องวาซาบิ ไปลงทะเบียนกับ medical centre ก็เจอน้องวาซาบิ และอื่น ๆ อีกมายมาย

อาจมีคนเถียงว่าเมืองมันแคบเสียขนาดนั้น ก็ต้องเจอกันสิ แต่คำถามคือว่า ทำไมไม่เจอคนอื่นในชั้นเรียนบ้าง เจอแต่วาซาบิอยู่คนเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ศรีสุดาจึงอนุมานเอาว่า ฟ้าส่งน้องวาซาบิมาให้คู่เธอแล้ว มาเป็นเพื่อนกันเสียดี ๆ

อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า วาซาบิเป็นผู้มีมารยาทงาม เรียบร้อย ขี้อาย แต่จิตใจของนางนั้นกลับถือได้ว่ามีความเป็นขบถเลยทีเดียว นางเป็นผู้มีหัวก้าวหน้าชนิดที่สาว ๆ แต่งตัวเปรี้ยว ๆ อาจตามไม่ทัน

อาทิ คราหนึ่ง คุยกันเรื่องมีผู้ชายคนหนึ่งทำท่าว่าจะมาหลีวาซาบิ นางถ่อมตัวว่า

-           เขาไม่ได้มาจีบหรอก แต่คงแค่อยากมีเพื่อนผู้หญิง... แล้วอีกอย่าง ไอไม่ชอบให้ผู้ชายมาจีบ ไอไม่อยากเป็นตัวเลือกให้ใคร ไออยากมีสิทธิ์เลือกเอง

หรืออีกคราหนึ่ง มีสาวนางหนึ่งบอกว่าฝันจะมีลูกน่ารัก ๆ ในอนาคต แล้วก็หันมาถามศรีสุดา ในฐานะผู้มีวัยอันควรแก่การออกเรือนได้แล้วว่า


-           ยูอยากมีลูกไหมอ่ะ

-           ไม่อยากหรอก ตอนนี้คนก็เยอะพออยู่แล้ว ทรัพยากรก็ร่อยหรอ ปัญหาสังคมก็เยอะ ไอไม่อยากสร้างมนุษย์เพิ่มแล้ว 555 (จริง ๆ ตอบไปว่า หล่อนหาพ่อเด็กไม่ได้ ตามความจริงก็สิ้นเรื่อง)

พอหันไปถามวาซาบิบ้าง นางก็ตอบว่า

-           ก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีคนที่เหมาะกับเรา ก็ไม่แต่ง แต่ถ้าเจอคนที่รู้สึกว่าต้องแต่งก็คงแต่ง

ศรีสุดารู้สึกว่าคำตอบของน้องฉลาดมากมาย ไม่ตอบอะไรที่ทำให้ต้องกลืนน้ำลายตัวเองในภายภาคหน้า เรียบ ๆ ง่าย ๆ ไม่สร้างภาพ ชอบ ๆ (ว่าแต่ทำไมคุยกันแต่เรื่องแนว ๆ นี้หว่า)

แล้ววาซาบิก็เป็นคนที่สนใจประเทศแถบเอเชียใต้มาก ทั้งอินเดีย บังกลาเทศ หรืออาฟกานิสถาน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ในอนาคตนางคงได้ไปทำงานในประเทศใดประเทศหนึ่งที่ว่ามานี้แน่นอน 

ศรีสุดามีเพื่อนร่วมชั้นอีกหลายคน แต่เดี๋ยวเอาไว้นินทาในตอนต่อไป สำหรับวันนี้ราตรีสวัสดิ์

October 16

นิราศนอริช ตอนที่ 12 : ครั้งแรก

น้ำยาล้างจานขวดแรก

เนื่อง จากว่าศรีสุดานั้นหนาก็ไม่เคยมายุโรปกับเขาสักที นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต (อาจเป็นครั้งสุดท้ายด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้) หล่อนจึงต้องมาเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ หลายอย่าง นับกันตั้งแต่ที่ครัว หล่อนใช้เตาไฟฟ้าไม่เป็น มีปุ่มให้จิ้มเยอะไปหมด ไม่รู้ว่าต้องกดตรงไหน อ่ะจึ๊ก อ่ะจึ๊ก ลองกดดู เอ๊อ พยายามมั่วอย่างไรก็ไม่เป็นผล ในที่สุดก็ได้อาศัยไหว้วานน้องชาวญี่ปุ่นที่เดินเข้ามาในครัวพอดีให้ช่วยสอน ให้ หล่อนจึงใช้เตาไฮโซเป็นตั้งแต่วันนั้นมา

พอทำอาหารเสร็จ ก็ต้องล้างถ้วยชามเองเป็นเรื่องปกติ หล่อนไปครัวทีไรก็เห็นน้ำยาล้างจานวางไว้ตรงอ่างทุกที จึงคิดไปเองว่าเป็นอภินันทนาการของหอพัก หล่อนก็ใช้น้ำยาที่นั่นล้างมาหลายวันละ อยู่ดี ๆ เช้าแจ่มใสวันหนึ่ง แม่หมูศรีสุดาก็อยากจะลองเข้าครัว

ระหว่างทำกับข้าวอยู่นั้น คุณพี่แม่บ้านผู้มีหน้าที่รักษาความสะอาดครัวก็เดินหน้าตึงเปรี๊ยะเข้ามา สภาพครัวตอนนั้นดูไม่จืดกันเลยทีเดียว เพราะนักเรียนทำกับข้าวกันไว้ตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้วก็ทิ้งหม้อทิ้งไหไว้ โดยไม่ยอมล้าง ทั้งที่จริงการล้างอุปกรณ์ไม่ใช่หน้าที่ของนาง แต่นางคงทนไม่ได้ จึงเข้ามาล้างด้วยอาการเหวี่ยง ๆ แต่พองาม

ศรีสุดาทำกับข้าวไป ก็เสียวสันหลังไป เรียกได้ว่าบรรยากาศมาคุมาก หล่อนปรุงอาหารเสร็จแล้ว ก็หวังจะปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนของชาติด้วยการล้างหม้อล้าง กะทะเอง ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของคุณพี่แม่บ้าน เผื่อคุณพี่จะสบายใจขึ้น

แต่คุณพี่ก็ยืนล้างจานอย่างกระฟึดกระฟัดต่อไป ศรีสุดาจึงรนหาที่ด้วยการไปยืนเก้ ๆ กัง ๆ ใกล้ ๆ

- เอ่อ ๆ  excuse me
- อะไร (พูดจาอย่างมะนาวไม่มีน้ำมันเป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วก็ปรายตามองหม้อในมือศรีสุดา) อ๋อ จะล้างหม้อเหรอ
- ...เอ่อ...
- จะล้างหม้อ แล้วทำไมไม่รู้จักเอาน้ำยาล้างจานมา น้ำยานี่มันของฉัน
- อ้าว จะรู้เหรอฟะ มาทีไรตูก็ใช้ทุกที (ประโยคนี้คิดในใจ จริง ๆ ได้แต่ยืนเป็นสากกระเบือ)
- ฉันจะให้เธอใช้ของฉันก็ได้ แต่คราวหน้าต้องรู้จักเอามาเอง บลา บลา บลา

ทั้ง ที่รู้ว่าตนเองกำลังโดนด่า ศรีสุดาก็ไม่โกรธเลย ใช่ว่าหล่อนจิตใจประเสริฐ แต่อันที่จริงคือหล่อนงง -ตูทำอะไรผิดฟะ จะล้างหม้อนี่มันผิดมากมายขนาดนี้เลยหรือเนี่ย-

น้องญี่ปุ่นกับจีน สองคนที่อยู่ในห้องครัวก็เงียบสนิท ในใจคงเวทนาศรีสุดาที่อยู่ดีไม่ว่าดี ดันอยากล้างหม้อตอนนี้ รอให้คุณพี่แม่บ้านแกไปก่อนไม่ได้ อยาก present เป็นคนดีนัก โดนเลย

ล้างหม้อเสร็จ เดินถือจานผัดหมี่กลับมาถึงห้องนอน ศรีสุดาถึงสำเหนียกว่าตัวเองถูกด่าอย่างไม่สมควรแก่เหตุ ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าควรโมโหบ้าง โอ๊ย อารมณ์เสีย

เพื่อระงับอารมณ์ หลังกินผัดหมี่มั่วซั่วเสร็จ หล่อนก็รีบเดินไปซื้อน้ำยาล้างจานที่สหกรณ์มหาวิทยาลัยในบัดดล เผื่อชีวิตจะดีขึ้น

วัน ต่อมา ศรีสุดาเจอคุณพี่แม่บ้านที่ครัวอีกครั้ง นางมีท่าทีคล้ายละอายใจที่หลุดวีนแตกกับศรีสุดาวันก่อนนั้น นางจึงยิ้มให้แบบเอียงอายราวดรุณีแรกรุ่น ศรีสุดาก็งง ๆ เผลอยิ้มตอบไปราวกับนางสาวไทย

คล้อยหลังไปแล้ว หล่อนถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่น่ายิ้มตอบเลย น่าจะเก๊กโมโหเสียให้เข็ด แต่ก็ไม่ทันแล้ว คุณแม่บ้านไปนู่นแล้ว ...ช้าตลอด

 


ไปร้านสะดวกซื้อครั้งแรก

อยู่ได้เกือบหนึ่ง สัปดาห์ ศรีสุดาก็ลองเดินไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลมหาวิทยาลัย เดินราวสิบนาทีก็ถึง แม้เป็นร้านเล็ก ๆ แต่ศรีสุดาก็ออกประหม่าเล็กน้อย เนื่องจากเป็นการเดินออกมาจากมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาถึงที่นี่ แถมคนที่ซื้อของก็เป็นคนต่างบ้านต่างเมืองทั้งนั้น ตอนจ่ายเงินต้องทำยังไงก็ไม่รู้

เขาว่าคนเราคิดถึงสิ่งไหน ย่อมได้สิ่งนั้น หล่อนกลัวดีนัก สวรรค์เลยส่งสิ่งที่หล่อนกลัวมาให้เสียเลย

พนักงาน หยิบสินค้าไปสแกนบาร์โค้ดทีละอย่าง ศรีสุดาก็หยิบของชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในเป้ของตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่เปลืองถุงพลาสติก แต่ขวดนมกับถุงข้าวสารนั้นหล่อนกะให้คุณพนักงานใส่ถุง เพราะคงแบกไม่ไหว

สแกนสินค้าเสร็จ คุณพนักงานก็พูดจางึมงัมบางอย่างกับหล่อน อะไรก็ไม่รู้ล่ะ ฟังไม่ออกอีกตามเคย หล่อนก็ตอบมั่ว ๆ ไป

- No

ทั้ง นี้ทั้งนั้นเพราะหล่อนคิดว่าคงเหมือนเซเว่นที่ประเทศไทย คิดเงินเสร็จพนักงานต้องถามว่ารับซาละเปาขนมจีบเพิ่มไหมคะ ก็คิดว่าร้านสะดวกซื้อที่อังกฤษคงมุขเดียวกัน รับฟิชแอนด์ชิปเพิ่มไหมคะ อะไรทำนองนั้นแน่นอน หล่อนก็เลย say no ไว้ก่อน

นี่เป็นนิสัยเสียของศรีสุดา แทนที่จะถามกลับว่าอะไรนะคะ ก็สิ้นเรื่อง ชอบตอบมั่ว ๆ ให้โดนด่า

คราวนี้ก็เช่นกัน คุณพนักงานตาเขียวปั๊ด ก่อนถามย้ำอีกครั้งว่า

- Parcel?

อยู่ ๆ หล่อนก็ลืมศัพท์คำนี้ไปเสียเฉย ๆ คงเพราะไม่ค่อยได้ใช้ อึ้งไปสิบวินาที (แต่ในความรู้สึกของศรีสุดานั้นราวสิบนาที) แล้วหล่อนก็นึกออกว่าคุณพนักงานคงหมายถึงว่าจะให้ใส่ถุงไหม เลยตอบไปว่าใส่แต่ถุงเล็ก ๆ พอ

ที่นางถามย้ำคงเพราะเห็นแล้วว่ามัน มีของหนักอย่างข้าวสารด้วย ถ้าไม่ใส่ถุงจะถือไปได้ยังไง ก็ใครใช้ให้คำว่า parcel กับหล่อนล่ะยะ มันก็งงน่ะเซ่

ว่าไปแล้ว นางก็เป็นคนแรกและคนเดียวที่ใช้คำว่า parcel กับศรีสุดาตั้งแต่มาอยู่ที่อังกฤษ คนอื่นเขาก็ใช้คำว่า bag กันทั้งนั้น ไม่เข้าใจทำไมนางป้านี่ใช้คำนี้ หรือศรีสุดาเข้าใจอะไรผิดก็ไม่ทราบได้

ระหว่าง เดินกลับมหาวิทยาลัย ศรีสุดารู้สึกใจแป้วนิดหน่อย ความรู้สึกของพลเมืองชั้นสองคงเป็นเช่นนี้เอง แค่ไม่เข้าใจหน่อยเดียว ต้องทำท่าขุ่นเคืองกันเสียมากมาย กระซิก ๆๆ

คิดดูเถิด สมัยหล่อนยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรี จำได้ว่าใส่ชุดนักศึกษาเดินไปที่ไหนราวกับชนชั้นศักดินา ชาวบ้านร้านช่องต่างให้เกียรติ แต่อยู่ที่นี่หล่อนคือมนุษย์ต่างด้าว ทำอะไรนิดหน่อยก็ดูน่ารำคาญเสียทั้งนั้น ฮือ (เศร้าจัง กลับดาวเลยดีไหมเธอ)

อย่างไรก็ตาม ศรีสุดาเป็นคนเข้าใจอะไรไม่ยาก หล่อนพิรี้พิไรอยู่ห้านาทีก็พอแล้ว เข้าใจได้ว่า มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เอง การถูกว่า ถูกถลึงตามอง เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่เกิดกับใครก็ทั้งนั้น ในทางตรงข้าม การมีคนยิ้มให้ พูดจาดี ๆ ด้วย ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ ฉะนั้น เรื่องคุณพี่แคชเชียร์ parcel นี่ก็ไม่ต้องคิดต่อให้เวิ่นเว้อ เป็นอันว่าจบข่าว
...

 

ขึ้นรถเมล์ครั้งแรก และไปในเมืองครั้งแรก
....
อยู่ ได้ครบอาทิตย์ ศรีสุดาก็อยากลองออกไปเปิดหูเปิดตาที่ในเมืองบ้าง หล่อนกระย่องกระแย่งไปขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์ในมหาวิทยาลัย หลีกเลี่ยงการขึ้นเป็นคนแรก ตามหลังคนอื่นเขาไป จะได้ไม่ต้องหน้าแตกอีก เมียงมอง ๆ ว่าเขาทำกันยังไงหนอ อ้อ ไม่มีคนเก็บตั๋วเหมือนเมืองไทย ซื้อตั๋วกับคนขับเลย เข้าใจละ ๆ  (เวลาคนขึ้นรถเมล์เยอะ จึงต้องรอกันนานมาก กว่ารถจะออก จะให้คนขับขายตั๋วไปขับรถไปพร้อม ๆ กันก็กระไรอยู่)

จ่ายเงินไป 5 ปอนด์ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร ได้ทอนกลับมา 2.80 ปอนด์ แสดงว่าค่ารถไปในเมือง 2.20 ปอนด์ (แหม หนองคาย-ขอนแก่นเลยนะนี่ ราคานี้) แล้วก็ได้ตั๋วมา พี่คนขับก็ไม่ถามซักคำว่าหล่อนจะไปไหนอะไรยังไง เออ ง่ายดีเว้ย

ได้ ตั๋วเสร็จก็วิ่งกระตึ๊ก ๆ ขึ้นไปนั่งเจ๋อบนชั้นสอง จะได้มองสภาพบ้านเมืองได้ทั่ว ๆ แล้วก็กรี๊ดกร๊าด (อยู่ในใจ) คนเดียว บ้านเมืองเหมือนในหนังฝรั่งเลยเว้ยเฮ้ย บ้านก่อด้วยอิฐ หน้าบ้านปลูกดอกไม้เรียงราย ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย (กรี๊ด อีกที) ไม่อยากเชื่อเลยในชีวิตนี้มีโอกาสได้มาที่นี่ด้วย กราบขอบคุณพระขอบคุณเจ้า (ปะหลก ๆ)

นั่งรถราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว city centre ของเมืองนอริช ไม่ใหญ่มาก แต่ไม่เล็กมาก กำลังดี เปรียบไปก็อาจคล้ายเชียงใหม่ของเมืองไทย มีความเป็นเมืองเก่าบวกความเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย

อา คนลงตรงนี้เยอะแยะเลย ลงด้วยดีกว่า เข้าเมืองตาเหล่ ต้องตาเหล่ตาม (หลิ่วจ้ะหลิ่ว)

ครั้ง แรกที่เดินในเมือง แล้วยังเดินคนเดียวเสียอีก ศรีสุดาจำใจต้องยอมรับกับตัวเองว่า หล่อน "ตื่นเต้น" ออกหวั่น ๆ เล็กน้อย การเดินอยู่ในบ้านเมืองที่ไม่คุ้นเคยก่อให้เกิดความรู้สึกที่แปลกเหลือเกิน ความกลัวกับความสนุกผสมปนเปกัน

หล่อนเดินมั่ว ๆ ไปตามตลาดมั่ง ห้างสรรพสินค้ามั่ง ห้างที่เมืองไทยเปิดแอร์เย็นเฉียบจนไปซื้อของทีไรศรีสุดาก็อยากหอบผ้าห่มไป ด้วย นึกว่าอยู่ขั้วโลกเหนือ แต่ห้างที่นี่อุ่นมาก สลับกันซะงั้น (ไม่ใช่แค่ห้าง แต่ห้องเรียนเอย รถเมล์เอย อากาศอบอุ่นกว่าข้างนอกทั้งนั้น)  

ระหว่างที่เดินเตร่ ศรีสุดาสังเกตอย่างหนึ่งว่า มีคนชราและเด็กเยอะมาก ไม้เท้ากับรถเข็นละลานตาไปหมด จะบอกว่าเป็นเพราะคนแก่กับเด็กที่นี่เยอะคงไม่ใช่ (ถ้าหล่อนจำไม่ผิด อัตราการเกิดทีนี่น้อยด้วยซ้ำ) แต่อาจเป็นเพราะบ้านเมืองนี้มีพื้นที่ให้คนเดินเล่นหรือเข้าร่วมกิจกรรม พิเศษได้ รถราไม่แน่นเกินไป คนขับรถมีวินัย (แถวเมืองไทยอาจเรียกว่าเต่า เพราะคนที่นี่ขับรถช้ามาก) พาคนแก่กับเด็กออกมาเดินแล้วก็ไม่ต้องห่วง

เดินจนเมื่อยได้กระเป๋าสะพายลดราคาใบหนึ่ง หล่อนก็เห็นควรว่ากลับมหาวิทยาลัยได้แล้ว จึงไปรอรถเมล์สายเดิมที่ฝั่งตรงข้าม

รถ เมล์ที่อังกฤษมีตารางการเดินรถที่แน่นอน ซึ่งค่อนข้างตรง เช่น ถ้าเขียนไว้ว่ามาถึง 12.30 ก็บวกลบไม่เกินสองนาที (ถึงเกินก็ไม่มากจนน่าเกลียด) ที่ป้ายรถเมล์ก็มีจอทีวีแสดงว่ารถคันต่อไปจะมาถึงเมื่อไหร่ สะดวกต่อการบริหารเวลาของผู้คน จะได้ไม่ต้องรออย่างไร้จุดหมายว่าเมื่อไหร่จะมาหนอรถไฟขบวนสุดท้ายของฉัน เฮ้ย เพ้อเจ้อละ รถเมล์ไม่ใช่รถไฟ

ยืนรอพักเดียว รถเมล์ก็มาแล้ว คราวนี้ศรีสุดามั่นใจมาก ก้าวขึ้นรถ ควักเงินออกไปวางสามปอนด์ตรงช่องรับเหรียญข้างคนขับ ใจก็นึกว่าพี่คนขับคงจะฉีกตั๋วให้ปุ๊บปั๊บเช่นกัน หล่อนออกจะกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะขามาไม่มีปัญหา ขากลับก็น่าจะไม่ต่างกัน  

ที่ไหนได้ พี่คนขับกลับมองหน้าหล่อนนิ่ง ๆ อยู่ราวห้าวินาที คนต่อแถวก็เยอะนะพี่ ยังจะมาลีลากับน้องอีก อยากได้อะไรก็ว่ามา

- where do you want to go? -  อ้าว ขามาไม่เห็นถามหว่า

หล่อนก็ตอบอย่างตะกุกตะกักว่าไปมหาวิทยาลัย คุณพี่ขับรถยังไม่พอใจถามต่ออีก

- Single or return?-

อ้าว ก็ต้อง Single สิคะ ยังโสดค่ะยังโสด อ้อ คุณพี่หมายถึงเที่ยวเดียวหรือไปกลับหรอกเหรอ แล้วไป งั้นก็เที่ยวเดียวค่ะ

หล่อน นึกว่าราคาตั๋วมัน 2.20 เท่ากันหมดเหมือนตั๋วรถเมล์ร้อนที่กรุงเทพฯ จะลงลาดพร้าวหรือจตุจักรก็แปดบาทเท่ากัน แต่ที่นี่ก็คิดราคาต่างกันไปตามป้าย

ขาออกจากมหาวิทยาลัยที่คนขับ รถไม่ถาม เพราะตะแกคงอนุมานเอาเองว่าหล่อนจะไปในเมืองแน่นอน  แต่ขากลับนี่คุณคนขับไม่ยอมคิดอะไรช่วยเลย (สงสัยหน้าหล่อนไม่เหมือนนักศึกษา เหมือนแรงงานต่างด้าวมากกว่า)

สรุป หล่อนจ่ายค่ารถไปกลับในราคา 4.40 ปอนด์ ก่อนจะทราบภายหลังว่า ถ้าหล่อนซื้อตั๋วแบบไปกลับตอนขาออกจากมหาวิทยาลัย หล่อนจะเสียเงินน้อยกว่า คือ 3.50

เอกสารแนะนำเกี่ยวกับชีวิตประจำวันทุกอย่าง INTO แจกหมด แม้แต่การขึ้นรถเมล์ แต่หล่อนก็ไม่ยอมอ่านให้ละเอียด ชอบมามั่วเองก็เงอะ ๆ งะ ๆ เช่นนี้แล

October 11

นิราศนอริช ตอนที่ 11

ก่อนมาอังกฤษมีหลายคน ปรามาสศรีสุดาว่า ระวังเหงาทรวงจนร้องไห้กลับบ้านนะหล่อน แต่ปรากฏว่าแทบไม่เคยเจอกันเลย ไอ้ความเหงาที่ว่านั่น ไหน ๆ อยู่ตรงไหน ออกมาเจอกันตัวต่อตัวเล้ย ออกม๊า! โธ่ ไม่อยากจะคุย เหงาจนชินซะละ ฮ่า ๆ เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทกันทีเดียว เจ้าความเหงาจะกลับมาอีกทีก็ไม่กลัว หล่อนจะเตรียมต้อนรับ หาน้ำหาท่ารออย่างดีเลยเชียว (อยากจะถ่มน้ำลายตุ๊ยเสียจริง ๆ คุยเหลือเกิ๊น)

เอาเถิด แม้ว่ามีบ้างบางอารมณ์ที่ศรีสุดาไม่รู้จะไปไหนดี เพราะคนที่รู้จักก็เป็นนักเรียนด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีโอกาสไปปะทะสังสรรค์กับชาวบ้านนอกเขตมหาวิทยาลัยบ้างเลย คล้ายว่าเครือข่ายของคนรู้จักแคบลง แต่ก็ใช่ว่า หล่อนจะมานั่งเหงาเอาเป็นเอาตาย เพราะโดยรวมแล้ว อารมณ์กระตือรือร้นที่ได้เรียนรู้ชีวิตใหม่มีมากกว่า

อายุและ ประสบการณ์นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้หล่อนปรับตัวได้ง่ายขึ้น ความชรามิใช่ของน่ารังเกียจเสมอไปนะคุณผู้อ่าน เทียบกับตอนหล่อนเข้าปีหนึ่ง ป.ตรี ตั้งแต่ปีมะโว้ (นานมากกกก) ศรีสุดาในตอนนี้คึกคักและห้าวหาญกว่ามาก พร้อมออกศึกเต็มที่ (มาเรียนย่ะหล่อน ไม่ได้มาเกณฑ์ทหาร)

สมัยเด็ก ๆ หล่อนคือเด็กหลังห้องตัวจริง หลบตาครูได้เป็นหลบ ราวครูเป็นนางเมดูซ่า มองตาแล้วจะกลายเป็นหิน แต่ตอนนี้นั่งหน้าตลอด สบสายตากับครูอย่างไม่กลัวเกรง แม้แต่ตอนครูตั้งคำถามมา แล้วตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็บ่ยั่น บางทีครูก็นึกว่าหล่อนรู้เรื่องมาก ขอให้หล่อนแสดงความคิดเห็น หล่อนก็ตอบไปด้วยความมั่นใจว่า I have no idea. อายไหม??? ไม่อาย 555  

อ้าว คนเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องนี่ตัวเธอ บางอย่างรู้ก็บอก บางอย่างไม่รู้ก็ยอมรับ ไม่ต้องสร้างภาพประหนึ่งว่ารู้รอบครอบจักรวาลก็ได้ การยอมรับว่าเราไม่รู้เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของการเรียนรู้ (เป็นข้อแก้ตัวของคนที่ไม่ค่อยรู้อะไร อิอิ)

นอกจากเปลี่ยนแปลง เรื่องความประพฤติในชั้นเรียนแล้ว หล่อนยังต้องเปลี่ยนเรื่องการกินการอยู่ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ศรีสุดานั้นหนาก็เป็นหนึ่งในหญิงไทยยุคใหม่ จำพวกที่หาความเป็นแม่ศรีเรือนไม่พบ (ค้นไปก็เจอแต่ความเป็นแม่ผีบ้านแม่ผีเรือน)

ตอนอยู่เมืองไทย หล่อนทำกับข้าวไม่เป็นเลย การปรุงอาหารที่จัดว่าหล่อนเซียนที่สุดเมื่อก่อนนี้คือ เทน้ำร้อนใส่ถ้วยมาม่า (จะว่าไป บางทีแค่เทน้ำร้อนก็ยังพลาดกระฉอกออกนอกถ้วย) ข้อแก้ตัวที่ไม่ทราบว่าฟังขึ้นหรือเปล่าของหล่อนก็คือ ที่เมืองไทยหากินง่ายมาก ร้านอาหารตามสั่งราคาไม่แพง 25-30 บาท มีถมถืด ทำเองที่บ้านแล้วกินไม่ลง ก็ไม่ต้องทำ หากินข้างนอกง่ายกว่า

ช่วง มาใหม่ ๆ หล่อนโทรกลับบ้าน แม่เป็นห่วงมาก เพราะรู้ว่าหล่อนอ่อนเปลี้ยเรื่องการทำกับข้าวกับปลา กลัวลูกอดตาย ถามตลอดว่าวันนี้กินอะไร เพื่อให้นางสบายใจ ศรีสุดาก็ต้อง Make เมนูที่มันดูดีขึ้นมาหลอก อาทิ วันนี้หญิงรับประทานไข่ปลาคาร์เวียร์ ขาแกะอบเครื่องเทศ ขี้กะปอมทอดค่ะหม่อมแม่ อ่ะก็ว่ากันไป (โกหกเวอร์ไปไหม) ทั้งที่จริงกินแต่มาม่า (หล่อนเลิกหยอดเหรียญโทรกลับบ้านแล้ว แต่ใช้วิธีโทรผ่าน skype แทน จ่ายเดือนละ 5 ปอนด์ โทรไม่จำกัด)

คน ที่เคยมาร่ำเรียนหรือเคยทำงานเมืองนอกบอกหล่อนว่า เดี๋ยวไปอยู่อังกฤษเมื่อไหร่ หล่อนก็ทำกับข้าวเป็นเองแหละ ศรีสุดาก็นึกภาพนั้นไม่ออกเลย ประหนึ่งกบในกะลา ที่นึกภาพมหาสมุทรกว้างใหญ่ไม่ออก (ว่าไปโน่น) เมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ที่ UEA หล่อนก็ถึงบางอ้อว่า มันเป็นอย่างที่เขาว่าไว้ไม่ผิดเล้ย

อาหารนอก บ้านที่อังกฤษนอกจากราคาแพง (ทั่ว ๆ ไปราคาเฉลี่ย 4-5 ปอนด์ต่อ 1 จาน ถ้ากินหรูหน่อยก็แพงกว่านี้) รสชาติยัง เอ่อ... ขอประทานอภัยที่ต้องบอกว่า 'ไม่เป็นสัปปะรด' กันเลยทีเดียว

ทั้งที่หล่อนก็ได้ชื่อว่า นางลิ้นจระเข้ เนื่องจากกินได้หมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรไม่อร่อย หรือบางทีก็มีคนขนานนามว่า นางสารกันบูด เพราะกินอะไรแล้วไม่เคยเหลือให้ของเน่าเสีย แต่รสชาติจืดชืดปนปะแล่ม ๆ ของอาหารอังกฤษ ทำให้หล่อนต้องลุกขึ้นมาปฏิรูปตัวเอง ปรับโครงสร้างชีวิตกันใหม่ (แลดูยิ่งใหญ่มาก) ใช้อากู๋เกิ้ลค้นหาตำรับตำราอาหาร แล้วก็หัดทำเอง

เดี๋ยวนี้ศรีสุดาทำอาหารเป็นหลายอย่างแล้วนะคะอาจารย์ยิ่งศักดิ์ แต่อร่อยหรือไม่นั้น ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ

นอก จากอาหารแพง ค่าซักผ้าก็แพง หล่อนต้องหอบเสื้อผ้าไปซักที่ Launderette ซักหนึ่งครั้งหยอด 2 ปอนด์ แต่ก็ต้องแยกซักเสื้อกับกางเกง ฉะนั้นก็ตก 4 ปอนด์ ซักเสร็จก็ต้องอบ ครั้งละ 50 เพนนี แต่อบครั้งเดียวก็ไม่แห้งอีก อย่างน้อยจึงต้องอบสองรอบ มีค่าเท่ากับ 1 ปอนด์ แยกเสื้อกับกางเกง เป็น 2 ปอนด์ สรุปซักผ้าครั้งหนึ่งตกราว ๆ 6 ปอนด์ คิดเ็ป็นเงินไทยเกือบ ๆ สี่ร้อยบาท (ยังติดนิสัยคำนวณทุกอย่างเป็นเงินไทย) หลัง ๆ นี้ด้วยความงกค่าซักผ้า หล่อนก็หันมาซักเองบ้าง สลับกับหยอดเหรียญ  

ดี อยู่อย่างว่า ที่นี่ใส่เสื้อผ้าซ้ำได้ อากาศเย็น ไม่เหนียวเหนอะเหมือนเมืองไทย เรียนเสร็จกลับถึงห้อง อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ศรีสุดาก็แขวนเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไว้ในตู้เฉยเลย ประหนึ่งว่าเก็บมาจากราวตากผ้า วันต่อมาหล่อนก็ทำทีเลือกชุดอื่นมาใส่สลับ แล้วค่อยดึงชุดเก่ามาใส่ในวันต่อ ๆ ไป ทำเนียนว่าไม่ได้ซ้ำ ทั้งที่จริงไม่ได้ซัก

อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย ศรีสุดาก็ยังนับว่ามีความพยายามในการสร้างภาพว่าตัวเธอเป็นคนรักสะอาดอยู่ บ้าง แต่นักเรียนที่อังกฤษหลายคน (โดยมากคือชาวยุโรป) ไม่รู้จักรักษาภาพลักษณ์กันเสียบ้างเลย ใส่เสื้อผ้าซ้ำตลอด ซ้ำแบบติดกันวันต่อวัน หาใช่ซ้ำแบบวันเว้นวันเช่นหล่อนไม่

คงไม่ ใช่เรื่องผิดแปลกสำหรับคนที่นี่กระมัง เพราะบ้านเมืองเขาอากาศหนาว ไม่ค่อยมีเหงื่อไคล เอาเถิด อย่าถึงขั้นปล่อยให้หนอนขึ้นเป็นปราร้าปลาจ่อมล่ะตัวเธอ ประเดี๋ยวศรีสุดาทนไม่ได้ เดือดร้อนต้องหาข้าวเหนียวมาจิ้มกันอีก จะวุ่นวายกันไปใหญ่นะกับตรงนี้  

ว่าถึงเรื่องความเหงา แม้หล่อนยังไม่เดือดร้อนกับมันมากนักช่วงนี้ แต่ศรีสุดาก็ยอมรับว่าของพรรค์นี้มันก็ไม่แน่ ในระยะยาวความเหงาอาจเข้ามาเยือนให้หล่อนต้องต้อนรับขับสู้กันจริง ๆ ก็เป็นได้ เพราะสภาพอากาศฝน ๆ หนาว ๆ ของอังกฤษมันชวนให้เศร้าสร้อยซะเหลือเกิน

เวลาหล่อนเดินไปซื้อของที่ ร้านสะดวกซื้อใกล้มหาวิทยาลัยต้องผ่านบ้านเรือนผู้คน มันก็เงียบเสียจนเหมือนบ้านร้าง ถ้าไม่ติดว่ามีรถราผ่านไปมาบ้าง หล่อนคงนึกว่าตนเองหลงเข้าไปในแดนสนธยา  ไม่เหมือนที่บ้านนอกของหล่อนสักนิด ที่นั่น ทุกเที่ยงชาวบ้านจะออกมาร่วมงาน Event จกส้มตำฉีกปลาร้ากันแถวทางแยกกันอย่างสม่ำเสมอ

ศรีสุดาได้แต่คิดกับ ตัวเองว่า นี่ล่ะหนอที่เขาเรียกว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่อังกฤษคนมีความเป็นส่วนตัวกันมาก ไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่สิ่งที่ตามมาก็อาจเป็นความเหงา ในขณะที่เมืองไทย (โดยเฉพาะที่บ้านนอก) คนในชุมชนมีปฏิสัมพันธ์กัน หัวเราะกัน แบ่งปันกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ดูเป็นวิถีชีวิตที่มีชีวามากกว่า แต่ขณะเดียวกันก็อาจต้องแลกกับพื้นที่ส่วนตัว การมีคนเข้ามาจุ้นจ้านโดยที่เราไม่ได้ร้องขอคล้ายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนใน หมู่บ้าน

อย่างหล่อนเอง ก็ต้องคอยตอบคำถามชาวบ้านเรื่องภาวะขึ้นคานของหล่อน ทำไมเมิงไม่มีผัวซักทีทั้งที่อายุปูนนี้เข้าไปละ -_-)! (ขออภัยที่ต้องใช้คำว่า 'ผัว' แต่คนแถวบ้านหล่อนไม่มีใครใช้คำว่าสามี)

เออละหนอ จะมีที่แห่งไหนในโลกนี้บ้าง ที่ให้เราได้ทั้งความเป็นชุมชนและความเป็นส่วนตัวได้พร้อม ๆ กัน ฟังดูโลภมากไปไหมจ๊ะตัวเธอ


October 10

นิราชนอริช ตอนที่ 10 (จริง ๆ ละ)



แล้วชีวิตก็เริ่มต้นใหม่ เหมือนเข็มนาฬิกาที่วนกลับมาที่เดิม ประหนึ่งเดจาวู เมื่อศรีสุดาต้องกลับมาเป็นนักศึกษาอีกครั้ง หล่อนต้องลงทะเบียนเรียน รับตารางเรียนจาก INTO ลงทะเบียนกับ Medical Centre เข้าร่วมการปฐมนิเทศน์ เปิดบัญชีธนาคาร และพยายามเข้าร่วมทุก Meeting ที่ทางสถาบันจัดให้ ต้องขอบคุณอายุที่มากขึ้น ที่นอกจากจะเพิ่มร่องรอยบนใบหน้าแล้ว ยังเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองให้ด้วย ทำให้หล่อนไม่ตื่นกลัวจนเกินเหตุแม้ต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่

หล่อนเคยรับรู้มาว่าฝรั่งทำงานเป็นระบบมาก แต่เอาเข้าจริง ๆ เมื่อหล่อนมาถึงเมืองฝรั่ง ก็พบว่า บางอย่างเขาก็ทำงานกันได้ยุ่งเหยิงดีแท้ ทั้งที่ตอนสมัคร หล่อนก็ส่งเอกสารข้อมูลส่วนตัวมาให้แล้ว มาถึงก็ต้องมานั่งกรอกกันใหม่ เอกสารการเงินก็ต้องยื่นอีกรอบ สรุปอะไรที่เคยส่งมาให้ก่อนหน้านี้ ก็เหมือนไม่ได้ส่ง เพราะต้องยื่นใหม่หมด

การเรียนภาษาที่ INTO แบ่งเป็นกลุ่ม ศรีสุดาได้อยู่กลุ่มโอ มีนักเรียนราวสิบกว่าคน ส่วนใหญ่จะเข้าเรียนในสายสังคมศาสตร์ คะแนน IELTS ไล่ ๆ กัน คือ 6.0-6.5 แม้ว่าชนส่วนใหญ่ของ INTO คือชาวจีน แต่ในกลุ่มของศรีสุดากลับมีชาวญี่ปุ่นมากที่สุด น่าแปลก ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้ชื่อประเทศพัฒนาแล้ว แต่คนในประเทศนี้กลับสนใจเรื่องการพัฒนามาก ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ที่ UEA เลือกเรียนด้านธุรกิจหรือการตลาด

ตอนศรีสุดามาใหม่ ๆ มีน้องคนไทยคนหนึ่งถามหล่อนว่าทำงานอะไรตอนอยู่เมืองไทย หล่อนตอบว่าเป็น NGO น้องถามต่อว่า ‘NGO’ คืออะไร แป่ว! คล้าย ๆ GMO มั้งคะน้อง เป็นพวกกลายพันธุ์น่ะ 555 อธิบายไปแล้ว น้องก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เลยตอบไปสั้น ๆ ว่า ทำงานพัฒนา มีบางคนถามต่ออีกแน่ะว่าทำไมเลือกเรียนการพัฒนา จบแล้วจะไปทำงานอะไร (เมื่อเขาไม่เข้าใจ เขาก็มองภาพไม่ออกว่าเราจะทำอะไรได้)

ศรีสุดาเองมีนิสัยอย่างหนึ่ง ที่หล่อนก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสีย คือ หล่อนสนใจเรื่องการเรียนรู้มากกว่าการประกอบอาชีพ หล่อนเลือกเรียนด้านการศึกษากับการพัฒนาเพราะหล่อนสนใจ และแน่ใจว่าเมื่อเราศึกษาอะไรด้วยใจรัก เรื่องอาชีพการงานจะตามมาเองทีหลัง (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องรู้จักวางแผนและสร้าง connection ด้วย มาทำเป็นติ๊สเรียนด้วยใจรักอย่างเดียว อนาคตอาจต้องกินแกลบ)

โชคดีว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนของหล่อนส่วนใหญ่ก็เป็นคนสนใจเรื่องการพัฒนากับการศึกษาเหมือนกัน จึงเหมือนคอเดียวกัน มีคนเรียน IT หลงมาสองคน เขาก็ออกอาการเซ็ง ๆ นิดหน่อย เพราะเนื้อหาการเรียนเป็นการปูพื้นฐานสำหรับนักเรียนสายสังคมศาสตร์ การที่ทาง INTO จัดชั้นเรียนผสมผสานเช่นนี้อาจเพราะต้องการให้เกิดความหลากหลาย ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกัน แต่เผอิญว่าฝ่ายสังคมศาสตร์เยอะกว่าเลยได้ประโยชน์มากกว่า

นอกจากเรียนทักษะภาษาทางสังคมศาสตร์เป็นกลุ่มเล็ก ๆ แล้ว ก็มีชั่วโมงที่ต้องเรียนร่วมกับนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ ด้วย นั่นคือวิชาพื้นฐานการวิจัย (ซึ่งนับว่าได้ประโยชน์มากสำหรับผู้ที่จะเรียนในระดับสูงต่อไป) และอีกวิชาที่ศรีสุดาก็ไม่ทราบจะเรียกว่าอะไรดี ในตารางเรียนเขาให้ชื่อวิชาว่า Academic Skills แต่ศรีสุดาขอตั้งใหม่เป็นภาษาไทยว่า วิชาว่าด้วยการเน้นย้ำถึงภาษาและวัฒนธรรมทางวิชาการของอังกฤษ ก็แล้วกันหนา วิชานี้มีคนเรียนเยอะมาก เกือบร้อย (แน่นอนว่า 80% เป็นคนจีน ไป ๆ มา ๆ คนจีนสงสัยเยอะกว่าคนอังกฤษเจ้าของประเทศอีกมั้ง ชนิดที่ว่าเอกสารบางอย่างของมหาวิทยาลัยมีสองภาษาควบคืออังกฤษและจีน)

ครูผู้สอนวิชา Academic Skills เป็นชายวัยกลางคนแล้ว ท้วม ๆ นิดหน่อย และ เอ่อ... มีผมค่อนข้างน้อยมาก ลักษณะนิสัยออกดุ ๆ ปนฮา ๆ ไม่รู้จะกลัวหรือขำแกดี วิชานี้มาสายไม่ได้ ช้านาทีเดียวบางทีแกก็ไม่ให้เข้าห้องเสียอย่างนั้นล่ะ แต่ตัวแกเองก็เคยสายเหมือนกันเวลามีธุระเร่งด่วน ศรีสุดาล่ะอยากจะลุกขึ้นมาเอาคืนมั่ง ประมาณว่าห้ามแกเข้าห้องเรียน แต่ก็ติดที่ว่าถ้าไม่ให้แกเข้า ก็ไม่รู้จะให้ใครสอนแทน ก็ต้องยอม ๆ แกไป

แม้ครูท่านนี้จะออกแนวฮา และเตรียมการสอนมาเป็นอย่างดี สังเกตได้ว่า Power Point ของตะแกลูกเล่นเยอะมาก แล้วครูก็ใช้เสียงสูงเสียงต่ำ ออกท่าออกทางยึกยักประกอบคำพูด ราวพี่โน้ตกำััลังแสดงเดี่ยวไมโครโฟน แต่การสอนของครูก็แฝงความน่าเบื่อไว้ไม่น้อย

แกชอบเน้นเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมการศึกษา อย่างเช่น การเรียนแบบอังกฤษ ครูไม่ได้ให้ทุกอย่าง นักเรียนต้องค้นคว้าเอง ในชั้นเรียนก็เน้นการถกเถียงแลกเปลี่ยนทางความคิด ในขณะที่ประเทศพวกหล่อน ๆ ทั้งหลาย ครูป้อนให้หมด แล้วพวกหล่อนก็ไม่ชอบพูด ไม่แสดงออก บ้านเมืองหล่อนอาจเห็นว่าการเงียบคือความสุภาพและถ่อมตัว แต่ทางอังกฤษเห็นว่าถ้าหล่อน ๆ เอาแต่หุบปาก ไม่แสดงความคิดเห็นอะไรเลย หล่อนนับเป็นคนน่าเบื่อมาก ๆ (จริง ๆ ครูแกคงอยากจะใช้คำว่าโง่มาก แต่ยังเกรงใจอยู่บ้าง เลยใช้คำว่าน่าเบื่อแทน) 

ใหม่ ๆ ก็เข้าใจได้ว่า เอ๊อ มันก็จริงของแกอยู่นา แต่หลัง ๆ ครูแกเน้นอยู่เรื่องเดียว จนคล้าย ๆ เป็นการหมิ่น ๆ ทางวัฒนธรรมอย่างไรก็ไม่รู้ วิชาแกเลยดูน่าเบื่อไป ศรีสุดาเองก็พลอยเกิดอาการวิงเวียน หน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลมทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า Academic Culture เพื่อน ๆ หลายคนก็ออกอาการแหนงหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ไม่แปลกใจเลยที่ช่วงหลัง ๆ นักเรียนวิชาแกหายไปเยอะ

อย่างไรก็ตาม ศรีสุดายอมรับว่า ที่นี่ครูอาจารย์เคารพในการแสดงความคิดเห็นของนักเรียนมาก มีนักเรียนบางคนที่พยายามแสดงความคิดเห็น จนหลายครั้งก็พูดจานอกประเด็น นอกเรื่องนอกราว พาลออกนอกโลกไปก็มี ครูก็รับฟังวาจาน้ำท่วมทุ่งนั้นจนจบ แล้วค่อยบอกว่า เอ่อ เรื่องของคุณน่าสนใจนะ แต่เราขอกลับเข้าประเด็นก่อนน้อยมากที่จะเห็นการตัดบทฉับ ๆ ให้หน้าแตกหน้าหงาย แต่ว่าไปแล้ว จบด้วยการบอกว่า ขอกลับเข้าประเด็นนี่ก็ทำให้หงายเงิบได้ไม่น้อยเหมือนกันนะ เพราะหมายความว่า เมิงรู้ตัวหรือยังว่าเมิงพูดจากนอกเรื่อง อืม...เขาเรียกว่าด่าแบบผู้ดีอังกฤษใช่ไหมเนี่ย


October 07

นิราชนอริช ตอนที่ 9.2


ศรีสุดาพยายามจะขอตัว หมอก็ไม่เปิดโอกาสเลย พล่ามต่อเนื่องโดยไม่ยอมหยุดหายใจ ศรีสุดาก็เป็นคนไม่ชอบขัดคอใครซะด้วย ต้องยอมฟังไป

-
เจ้าอยากนั่งรถไปเที่ยวในเมืองกับอ้ายบ่??

นั่นประไร! คนไม่รู้จักกัน อยู่ดี ๆ มาชวนกันนั่งรถ เห็นหล่อนหน้าตาบ้าน ๆ หลอกง่ายใช่ไหมยะ

-
ไม่ล่ะค่ะ เพิ่งมาถึงเมื่อวาน อยากพักผ่อน (รู้ก็รู้ว่าตานี่มีแผนชั่วแน่นอน นังศรีสุดาก็ยังพยายามมีมารยาทด้วย สมแล้วที่เคยมีคนเหน็บว่าหล่อนเป็นคนดีที่โลกไม่ต้องการ)

-
อ๋อ เหรอ ๆ (ตาลุงทำหน้าแบบปวดตับนิดหน่อย คงคาดไม่ถึงว่าอินังเน่พอจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง) งั้นไปกินข้าวเป็นเพื่อนอ้ายได้บ่ อ้ายหิวมากเลย

 ...

อ้ายบ้าเอ๊ย ไม่รู้จักกัน อยู่ ๆ มาชวนกันไปกินข้าว ไปก็ได้ฟะ (อ้าว) ศรีสุดาตกลงไป เพราะลุงบิลชวนไปกินข้าวที่คาเฟ่ในมหาวิทยาลัย ถือว่าไม่น่ากลัว ช่วงเที่ยง ๆ อย่างนี้ มีคนพลุกพล่าน ลุงคงไม่หน้ามืดทำร้ายร่างกายใครในที่สาธารณะหรอก อีกอย่างหล่อนก็เห็นเป็นโอกาสดี หลอกเรียนภาษาอังกฤษฟรีกับตาลุงนี่ จังหวะเหมาะ ๆ แล้วค่อยชิ่ง คงไม่เป็นไร

ก่อนไปถึงคาเฟ่ ลุงบิลยังแผนสูงด้วยการพาหล่อนเดินอ้อมไปดูหอพักนักศึกษาหลังหนึ่ง ทำทีไปดูว่าน้องชิวาวาตัวจริงกลับมาหรือยัง ไปถึงหน้าประตูทางเข้าหอ (ย้ำว่าประตูทางเข้าหอพัก ไม่ใช่ประตูห้องนางชิวาวาอะไรนั่น) เห็นกระดาษสีขาวแผ่นเล็ก ๆ ยับยู่ยี่เสียบอยู่ตรงช่องประตู ลุงบิลแกดึงออกมาให้เห็นว่าแกเขียนจดหมายฝากถึงชิวาวาไว้ ถ้ากลับมาเมื่อไหร่ให้โทรหาแกด้วย


ศรีสุดาไม่ได้ว่ากระไร แต่ในใจหล่อนนึกไปว่า อ้ายลุงนี่แก่แล้วแก่เลย บ้าหรือเปล่าวะ คนพักในหอมีเป็นร้อย ใครมันจะไปรู้ว่าไอ้กระดาษแผ่นนี้มีไว้แด่นางชิวาวาแห่งมาลาวี แล้วยังเสียบไว้ในซอกหลืบอีก ใครจะเห็นล่ะนั่น หลอกกันก็ให้มันเนียนกว่านี้หน่อยได้ไหม (หล่อนชอบด่าคนในใจอย่างนี้เสมอ ครั้งเคยเล่น quiz ใน facebook ก็ได้คำตอบออกมาว่าเป็นคนจำพวกมือถือสากปากถือศีล)

ระหว่างทางเดินไปคาเฟ่ที่ INTO ตาลุงก็ฝอยไม่ได้หยุดปาก ใครเดินผ่าน แกฮาโหลฮาเหลทักทายเขาหมด มีบางคนมองแกด้วยสายตาแปลก ๆ แล้วก็มองเลยมาทางศรีสุดาด้วยแววตาสงสัย ศรีสุดาหน้าร้อนผ่าว นึกห่วงภาพลักษณ์ตัวเองขึ้นมาตงิด ๆ กลัวเขาหาว่าผู้หญิงไทยกำลังหลอกเอาเงินฝรั่งแก่ ๆ (จริง ๆ หล่อนคือคนที่ถูกหลอกต่างหาก)


นับว่าเป็นโชคดีของศรีสุดา แต่เป็นคราวเคราะห์ของน้องหยางกุ้ยเฟย เมื่อศรีสุดาและลุงบิลไปเจอน้องหยางนั่งคุยภาษาไต้หวัน (จีน) กับเพื่อนชาวไต้หวันของนางอยู่

ศรีสุดาเข้าไปทักทายด้วยความดีใจ จนออกนอกหน้า ลุงบิลนั่นก็ท่าทางดีใจไม่แพ้กัน (เห็นเหยื่อรายใหม่) ลุงบิลแซวว่ามาอยู่อังกฤษทำไมพูดภาษาจีนกันอยู่ได้ เดี๋ยวลุงไปซื้อข้าวก่อน กลับมาจะมาพูดคุยกับน้องหยางและเพื่อนด้วยภาษาอังกฤษอย่างผู้มีระดับ


เห็นจังหวะเหมาะ ศรีสุดาจึงหันไปบอกลุงบิลว่าต้องไปแล้ว เพราะมีนัดทัวร์มหาวิทยาลัย (ตอนนั้นบ่ายสาม นัดทัวร์ของหล่อนคือห้าโมงเย็น) ลุงบิลทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่คงเห็นว่าได้เหยื่อรายใหม่แล้วจึงยอมปล่อยหล่อนไป

แม้รู้ตัวว่า ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ทำให้น้องหยางกุ้ยเฟยและเพื่อนต้องระคายเคือง แต่ศรีสุดาก็คิดว่า น้องอยู่กันสองคนที่โรงอาหาร มีคนพลุกพล่านคงไม่เป็นไร น่าจะเอาตัวรอดได้ หาข้อแก้ตัวให้ตัวเองเสร็จ ศรีสุดาก็ขึ้นห้องไปต้มมาม่ากินสบายใจเฉิบ


                                                       ....    
สามวันต่อมา ....

ศรีสุดาเจอน้องหยางกับเพื่อนอีกครั้งที่ประตูทางเข้าหอพัก น้องหยางบอกว่าที่คาเฟ่วันนั้น หลังจากศรีสุดาหนีมาแล้ว นางกับเพื่อนก็คุยกับลุงบิลต่อ สักพักหนึ่งมีตำรวจมา! แล้วก็จับลุงบิลไป เพราะไอ้ลุงนี่ก่อคดีหลอกลวงผู้หญิงมาหลายหนแล้ว บางทีกิน ๆ ข้าวด้วยกัน มันก็ผสมยานอนหลับให้กินก็มี เป็นสิบแปดมงกุฏดี ๆ นี่เอง ศรีสุดาจึงต้องขอโทษขอโพยยกใหญ่ที่หาเรื่องเดือดร้อนไปให้ แต่น้องหยางกับเพื่อนก็บอกว่าไม่เป็นไร สนุกสนานกันดี

น้องหยางแถลงต่อว่า จริง ๆ เห็นหน้าตอนแรกก็รู้แล้วว่าคนนี้ไม่ใช่คนดี แต่ก็คุยด้วยเพราะหวังฝึกภาษาอังกฤษเท่านั้นเอง สามนางเลยหัวเราะกันยกใหญ่ เพราะที่ศรีสุดาคุยกับตาบิลด้วยเหตุผลเดียวกันเลย


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .... เอ่อ อยากเรียนรู้อะไรก็คิดเอาเองแล้วกันนะจ๊ะ คนเขียนไม่ยัดเยียดจ้า (หรืออีกนัยคิดตอนจบไม่ออกนั่นเอง 55)







นิราชนอริช ตอนที่ 9.1


เช้าวันอาทิตย์ ศรีสุดากำลังจะออกไปเดินเล่น บังเอิญเจอแฟลตเมท-น้องหยางกุ้ยเฟย (นามสมมติ) สาวน้อยจากไต้หวัน ก็ทักทายกันตามระเบียบ (ในสายตาศรีสุดา ไต้หวัน ฮ่องกง หล่อนนับรวมว่าเป็นจีนหมด แต่คนไต้หวันเขาไม่นับว่าตัวเองเป็นจีนนะจ๊ะนายจ๋า ไปว่าเขาเป็นเดี๋ยวมีเคือง) น้องหยางกุ้ยเฟยน่ารักมาก ผิวขาว ตัวสูงปี๊ด ท่าทางเป็นลูกผู้มีอันจะกิน นางออกปากกับศรีสุดาว่า

-
มีอะไรให้ช่วยก็บอกเลยนะ หยางกุ้ยเฟยอยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้วจ้ะ

แหม น่าละอายใจนัก ศรีสุดาเผลอรำคาญคนจีนที่คุยกันเสียงดังไปเมื่อวันก่อน วันนี้ก็ได้รับน้ำใจจากคนจีนซะแล้ว เอ๊ย ไม่ใช่ หล่อนลืมไป หยางกุ้ยเฟยเป็นคนไต้หวันต่างหาก ไม่ใช่คนจีน เอาเถอะ คนที่ไหนก็ไม่สำคัญ อย่างไรเสีย นางก็มีน้ำใจ และนับเป็นเพื่อนคนแรกของศรีสุดาที่ UEA นี่


แยกกับนางหยางกุ้ยเฟยแล้ว แม่ศรีสุดาก็เดินเตร่ทั่วมหาวิทยาลัยอีกรอบ คราวนี้หล่อนถือแผนที่มาด้วย จะได้รู้ว่าสถานที่น่าสนใจในมหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ก็ถือไว้โก้ ๆ อย่างนั้นล่ะ เพราะก็ไม่เห็นจะหาอะไรตามแผนที่เจอเลย ลงเอยด้วยการถามทุกคนที่เดินผ่านอยู่ดี มหา'ลัยนี้ทำแผนที่ไม่ได้เรื่องเลยแฮะ ทำให้คนหลง (ไม่เคยโทษตัวเองเล้ย)  

แน่ง น้อยเดินไปเจอบ้านน้อยหลังหนึ่ง ลักษณะน่าจะเป็นป้อมยามบ้านเรา คงเป็นสถานที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยมั้ง แต่ตกแต่งได้คิกขุหวานแหววผิด concept ของงานที่ทำมาก ปลูกดอกไม้เสียรอบเชียว โรแมนติกน่าดูคุณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หล่อนมองไปข้าง ๆ บ้าน ก็เจอกับตู้โทรศัพท์สีแดง เอกลักษณ์ของอังกฤษ


หล่อน เดินเข้าไปในตู้ ควักเงินเหรียญที่ได้เป็นตังค์ทอนจากแท็กซี่มาเมื่อวันก่อนสองปอนด์ ตั้งใจโทรไปหาแม่ บอกเล่าเก้าสิบเสียหน่อยแม่จะได้ไม่ห่วง หยอดเหรียญปุ๊บ กดหมายเลขโทรศัพท์ .... กรรมของเวร โทรออกไม่ได้อ่ะ คาดว่าต้องมีหมายเลขสำหรับกดออกต่างประเทศก่อน เหมือนเมืองไทยถ้าจะโทรต่างประเทศต้องกด 007 แต่อังกฤษหล่อนไม่รู้เลยว่าต้องกดอะไร

ไม่รู้จะถามใครดี เลยตัดสินใจกดโทรศัพท์หาน้องมะเหมี่ยว เพื่อนคนไทยที่อยู่อีกเมืองลีดส์ (Leeds) น้องมะเหมี่ยวบอกให้กด 00 ก่อน อืม ได้คำตอบละ ตู้โทรศัพท์กลืนเงินไปเรียบร้อยหนี่งปอนด์ คุยไปนิดเดียวเอง ทำไมแพงนักฟะ เหลือปอนด์เดียว กดโทรหาแม่ ... ตู๊ดดดดดดดดดดด... ตู๊ดดดดดดดดดดดดด.... สัญญาณยาว บ่งบอกว่าโทรติดและสายว่าง


-
ฮัลโหล...
-
ฮาโหลแม่ นี่ลูกนะ มาถึงแล้วอ่ะแม่ แม่ทำอะไรอยู่
-
อ๋อ ถึงแล้วเหรอ แม่อยู่ที่วัด...

เท่า นั้นแหละ ที่ได้คุย แล้วสายก็ตัดพรึ่บ... สองปอนด์มีค่าตั้งร้อยกว่าบาท ได้คุยโทรศัพท์ไม่ถึงสองนาที ฮึ่ม อารมณ์ก็เสีย เงินก็เสีย

ตอนมา ถึงใหม่ ๆ ศรีสุดาคำนวณข้าวของทุกอย่างเป็นเงินไทยหมด ทำให้แทบไม่กล้าซื้ออะไร แต่หลัง ๆ เริ่มมีสติคิดได้ว่า จะใช้มาตรฐานการครองชีพตามประเทศไทยไม่ได้ ต้องใช้ให้มันสอดคล้องกับบ้านเมืองเขา อะไรที่มันแพงเกินไปก็เลี่ยง ๆ เสีย แต่ข้าวปลาอาหารมันก็ต้องซื้อ ไม่อย่างนั้นหล่อนก็ต้องปลูกข้าวเลี้ยงไก่ประทังชีวิตตัวเองล่ะ


เอา เถอะ คุยแค่นั้นก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยแม่ก็รู้ว่ามาถึงแล้ว รู้ทางหนีทีไล่เมื่อไหร่ก็ค่อยหาทางโทรกลับบ้านแบบถูก ๆ แล้วกัน ปลงได้แล้ว ศรีสุดาก็ออกเดินต่อ หล่อนแสร้งควักแผนที่ออกมากางอีกรอบ เอ่อ ดูไม่รู้เรื่องอยู่ดี เดินมั่ว ๆ แล้วกัน

หลังเยี่ยมชมศิลปะตาม ประสาหญิงไทยผู้มีใจสุนทรีย์ที่ The Sainsbury Centre for Visual Artsแล้ว ศรีสุดาก็เริ่มหิวข้าว ไม่ได้การละ มาม่าที่ห้องรออยู่ (หล่อนกะไม่ซื้ออะไรกินเลย กินบุญเก่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้เคลียร์ค่าห้องพักกับทาง INTO เรียบร้อย กลัวเงินไม่พอจ่าย เพราะต้องเปิดบัญชีธนาคารก่อน ทางทุนจึงจะโอนเงินอีกก้อนมาให้ได้)


ระหว่างทางกลับ ผ่านแถว Campus ได้ยินเสียงใครก็ไม่รู้ ร้องฮาโหลฮาเหลเย่โย่ มาแต่ไกล แต่ศรีสุดาก็มิได้นำพา เพราะหล่อนแน่ใจว่า 'กรูเพิ่งมาถึง ยังไม่รู้จักใคร เขาไม่ได้เรียกกรูหรอก' แต่ เสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ศรีสุดาเลยหันไปมองเพื่อความแน่ใจ ก็เจอเข้ากับชายฝรั่งวัยกลางคนผู้หนึ่ง วิ่งโบกไม้โบกมือเข้ามา

-
ชิวาวา ๆๆ

ศรีสุดาหันซ้ายหันขวา ไม่แน่ใจว่าลุงนั่นเรียกหล่อนหรือเรียกหมาที่ไหน จนกระทั่งลุงแกเข้ามายืนประชิดตัวเลย

-
ฮัลโหล ๆๆ - พูดไปลุงแกก็หอบไป

ลุงนี่หน้าตาคล้าย ๆ คนที่เล่นเป็น Bill ในเรื่อง Kill Bill เลย ผมสีน้ำตาล หน้าเรียว คางแหลมนิดหน่อย งั้นเรียกแกว่าลุง Bill ละกัน (แต่ลุงนี่ลักษณะจะเดินตูดบิดอยู่นะ)


-
ไฮ -  ศรีสุดาทักตอบด้วยอาการงง ๆ ในใจชักหวั่น ๆ ว่าหล่อนไปทำอะไรผิดที่ไหนหรือเปล่าหว่า ถึงมีคนวิ่งตาม

-
โอ ขอโทษด้วยน้อง อ้ายจำคนผิด - (เขาก็พูด I You ๆ ธรรมดาแหละ แต่คนเขียนมันก็แปลบ้าบอของมันไปเรื่อย)

- -_-)! (
อุตส่าห์ตกใจแทบแย่ จำคนผิดหรอกเหรอ)

-
อ้ายนึกว่าเจ้าเป็นหญิงมาลาวีที่ชื่อชิวาวา
-
มาลาวีนี่มันแอฟริกานี่หว่า (ศรีสุดานึกในใจแล้วก้มมองที่แขนเพื่อเช็คสีผิวของตัวเอง ก็แค่เหลือง ๆ ออกน้ำตาลนะ ยังไม่ถึงขั้นดำ น่าไปตัดแว่นได้แล้วลุงนี่)


-
ชิวาวาเป็นผู้หญิงผิวดำน่ะ อ้ายมองแต่ไกลนึกว่าเจ้าเป็นเขา
-
บ่เป็นหยังดอกค่า ....

ศรีสุดายิ้มให้และกำลังจะเอ่ยลา ลุงก็ยื่นมือออกมาให้จับซะงั้น

- My name is Bill. Nice to meet you.

- !?! My name is Srisuda. Nice to meet you, too.

ศรีสุดาจับมือตอบและแนะนำตัวแบบงง ๆ ก็รู้ว่าคนอังกฤษ Friendly แต่ตาลุงนี่ก็ดูจะ Friendly เกินไปหน่อย ชักทะแม่ง ๆ

 
ลุงบิลฉวยจังหวะตอนศรีสุดากำลังเอ๋อ ๆ พล่ามให้ฟังว่าตะแกเป็นครูสอนภาษาอยู่ที่นอริช ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษนะจ๊า ลุงพูดได้ถึงห้าภาษาด้วยกันเชียว (ถ้าบอกว่าสอนแค่ภาษาอังกฤษคงเชื่อไปแล้ว นี่โม้เกินไปหน่อยจนเชื่อไม่ลง)

แกพูดได้ทั้งอังกฤษ อิตาลี เยอรมัน สเปน บลา บลา บลา ที่ลุงแกเข้ามาใน UEA นี่ก็เพื่อตามหาน้องชิวาวา นักเรียนของแก เมื่อวานแกขับรถพาน้องชิวาวาไปเที่ยว หาข้าวหาปลาเลี้ยงอย่างดี ฮู้ย น้องชิวาวามีความสุขมากกกกกก วันนี้นัดกับน้องไว้แล้วลุงบิลดันมาสาย เลยหากันไม่เจอ




October 05

นิราศนอริช ตอนที่ 8


หลังซดบะหมี่รสต้มยำกุ้งที่หอบมาจากเมืองไทยแล้ว ศรีสุดาก็ไม่มีอะไรทำ หล่อนจึงนึกได้ว่าควรเมลหาเพื่อน ๆ ได้แล้ว ทุกคนจะได้สบายใจว่าหล่อนมิได้หลงทางไปอาบูดาบี ควัก
laptop ออกมา เสียบเข้ากับสายอินเตอร์เน็ต แต่ปรากฏว่าเข้าเน็ตไม่ได้ ตรงหน้าจอแจ้งว่าให้ใส่ username กับ password ถ้าไม่มีหล่อนต้องไปลงทะเบียนกับทาง IT Centre ของมหาวิทยาลัยเสียก่อน

 เวรกรรม แล้วจะทำอะไรล่ะทีนี้ จะไปข้างนอกก็ไม่รู้ทิศทางอะไรเลย คิดสะระตะแล้ว ศรีสุดาเลยเข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม ประวัติศาสตร์ชาติไทยแทบต้องจารึกไว้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เข้านอนแต่หัววันขนาดนี้

 เข้านอนเร็ว ผลก็คือตื่นแต่เช้ามืด ศรีสุดาตื่นตั้งแต่ตีสี่กว่า ซึ่งตอนนั้นฟ้าก็สว่างไม่ผิดกับหกโมงเช้าประเทศไทยแล้ว หลายคนอาจเรียกอาการนอนเร็วตื่นเช้านี้ว่าปรับตัวกับเวลายังไม่ได้ แต่ศรีสุดาคิดว่าตัวเองไม่ได้ปรับตัวอะไรเลย เพราะหนึ่งสัปดาห์ก่อนออกเดินทาง หล่อนวุ่นวายหลายสิ่ง กว่าจะเข้านอนก็ตีสองตีสามประจำ ซึ่งถ้าเทียบเป็นเวลาของอังกฤษก็คือสองสามทุ่ม สรุปได้ว่า นอนเวลาเดิมเป๊ะ หล่อนเคยอ่านเจอบทความเกี่ยวกับการเตรียมตัวเดินทางด้วยว่า ให้ค่อย ๆ ปรับเวลาตื่นนอนให้สอดคล้องกับประเทศที่จะไป ไปถึงประเทศนั้นแล้วจะได้ไม่มีปัญหา ความยุ่งก่อนออกเดินทางของหล่อนก็มีประโยชน์เช่นนี้เอง (ใช่ว่าหล่อนเป็นคนรอบคอบจนเตรียมเวลาตื่นนอนไว้หรอก แต่สถานการณ์มันพาไป)

 ตื่นแต่เช้าแล้วก็นั่งกลุ้มว่าจะทำอะไรดี เพราะมันเป็นวันเสาร์ ยังไม่มีกิจกรรมอะไรทั้งสิ้น ต้องรอจนวันจันทร์โน่นแน่ะถึงจะได้เริ่มจัดการเรื่องเรียน คุณพี่มิเชลแจ้งไว้ว่าวันอาทิตย์เย็น ๆ จะมีไกด์อาสาพาทัวร์รอบมหาวิทยาลัย แต่จะนั่งรอให้ถึงตอนนั้นเฉย ๆ ก็กระไรอยู่ นางสาวศรีสุดาจึงต้องคิดสร้างสรรค์รายการท่องเที่ยวขึ้นมาเอง ด้วยการเดินมั่ว ๆ รอบมหาวิทยาลัย เดินตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ากันเลยทีเดียว

 เมื่อวานจำได้ว่า ข้าง ๆ accommodation centre มีธนาคาร Natwest กับ Barclays ด้วย ศรีสุดาก็ทำท่ากระดี๊กระด๊าว่าไปแลกเงินดีกว่า เพราะหล่อนได้เงินจากทางทุนมาเป็นดอลลาร์ ต้องไปเปลี่ยนเป็นปอนด์สเตอริง หล่อนแลกมาแล้วครึ่งหนึ่งที่สนามบินนอริช ตอนนั้นไม่กล้าแลกหมด เพราะกลัวว่าอาจโดนกดราคา เหลือไว้สักหน่อยเผื่อไปเจอแหล่งแลกเงินที่ให้ราคาสูงกว่า ดูฉลาดและมีวิสัยทัศน์เนอะ...

แต่ขอบอกว่าเป็นการกระทำที่โฉดเขลาเบาปัญญามาก ช่างไม่รู้บ้างเลยว่า ทุกครั้งที่หล่อนแลกเงิน หล่อนต้องโดน charge ค่าบริการ แล้วไม่ใช่จำนวนเงินน้อย ๆ เลยไอ้ค่าบริการที่ว่านั่น แทนที่จะจ่ายครั้งเดียว ต้องมาจ่ายสองครั้งอีก ไม่คุ้มเลยต่อให้หล่อนเจอที่แลกเงินที่ให้เรตมากกว่าเดิมก็ตามที  นี่ล่ะหนาที่เขาเรียกว่า บทเรียนราคาแพง’ แพงจริง ๆ เออ ๆ ช่างมันเหอะ ยังไงก็ต้องแลกอยู่ดี ไปไป ไปธนาคารกัน

เดินมาถึงธนาคารละ อ้าว วันนี้วันเสาร์นี่หว่า แน่นอนว่า .... ธนาคารปิด -_-)! นึกภาพหญิงนางหนึ่งยืนเคว้งคว้างอยู่หน้าธนาคารร้าง รอบตัวไร้ผู้คน น่าสังเวชสิ้นดี แม้หล่อนยืนอยู่ใจกลาง campus แต่เงียบมากกกกกก เพราะยังไม่เปิดเทอม จึงไม่ค่อยมีนักศึกษา ส่วนใหญ่ก็เป็นต่างชาติที่มาลงเรียนภาษากันก่อน แล้วที่สำคัญตอนนี้ยังเช้ามาก นอกจากคนจรหมอนหมิ่นจากแดนสยามที่ชื่อนางสาวศรีสุดาแล้ว จึงไม่มีใครอื่นอีกเลยในรัศมีสามร้อยตารางเมตร (หรืออาจมากกว่า)

ยืนเอ๋ออยู่พักนึง หล่อนก็นึกได้ว่า เออ ไม่ง้อก็ได้ ธนาคารไม่เปิดก็อย่าเปิด หล่อนไปเดินเล่นรอบมหาวิทยาลัยดีกว่า เช้า ๆ อย่างนี้อากาศสดชื่น บรรยากาศก็ดี เงียบสงัด มีกระต่ายกระรอกกระโดดเหย็ง ๆ เป็นเพื่อน (เจ้าสัตว์สองประเภทนี้มีอยู่ทั่วมหาวิทยาลัย มันอยู่กันอย่างเสรี ถ้าไปอยู่แถวอีสานบ้านเฮาน่ะเรอะ หึหึ คงได้กระโดดอยู่ในท้องใครสักคนไปแล้วล่ะ)

ได้เดินบนถนนที่ไม่คุ้นเคยนี่มีความสุขจั๊ง ถึงไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะพาหล่อนไปที่ไหนก็เถอะ

ก่อนที่ศรีสุดาจะเดินไปไหนไกล หล่อนก็ป๊ะหน้ากับน้องนางชาวอังกฤษผู้เป็นมุสลิม (นางมีผ้าโพกหัวด้วย) นางมากดเงินที่ตู้ ATM หน้าธนาคารนั่นเอง ศรีสุดาจึงรี ๆ รอ ๆ ให้นางจัดการธุกรรมทางการเงินให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จากนั้นหล่อนก็เข้าประชิดตัวทันที หยุด! นี่คือการปล้น ส่งเงินมาเดี๋ยวนี้ว่าไปโน่น ใช่ที่ไหนเล่า หล่อนก็เข้าไปหาเรื่องคุยประสาคน (ปาก) ไม่อยู่สุขนั่นแหละ

 -      พี่ว่าจะมาแลกเงินอ่ะค่ะน้อง แหะ แหะ แต่ธนาคารปิด (แน่นอนว่า ศรีสุดาไม่ได้พูดภาษาไทยกับน้องเขา หล่อน speak English และในที่นี้แทนที่หล่อนจะใช้คำว่า exchange แทนการแลกเงิน หล่อนดันใช้คำว่า change เฉย ๆ)

 -      อ๋อ ใช่ค่ะพี่ มันวันเสาร์นี่คะ แต่จริง ๆ ที่ห้องสมุดมีตู้ให้แลก (change) เงินด้วยนะ น้องกำลังจะไปพอดี พี่จะไปกับน้องไหม

 ขอบอกว่า คนอังกฤษที่ศรีสุดาพบโดยส่วนใหญ่ เป็นผู้มีน้ำใจไมตรีและพร้อมให้การช่วยเหลือเสมอ น้องนางนี้ก็เช่นกัน น้องกระตือรือร้นที่จะช่วยมาก ศรีสุดาจึงตามน้องเขาไปโดยไม่ลังเล

 เช่นเคย นี่คือวันเสาร์ ซ้ำยังเป็นช่วงปิดเทอม แน่นอนว่า...ห้องสมุดก็ปิด -_-)! หญิงมุสลิมจึงรีบชี้ี้มือเข้าไปในห้องสมุด ให้ศรีสุดามองผ่านกระจกใสเข้าไปข้างใน

-      นั่นไงพี่ ตู้แลกเงินอยู่ตรงนั้น... เอาอย่างนี้ ห้องสมุดปิด แต่ตึกไอทีเปิด 24 ชม. อยู่อีกซีกหนึ่งของห้องสมุด เราไปเข้าทางประตูของตึกไอทีก็ได้ น่าจะมีทางทะลุมาแลกเงินได้ด้วย

 ว่าแล้วนางก็พาศรีสุดาเดินฉับ ๆ อ้อมไปเข้าประตูตึกไอที ถึงแม้ว่าตึกไอทีเปิด 24 ชั่วโมง ก็ไม่ใช่ว่าประตูเปิดอ้าซ่าไว้ หมูหมากาไก่ที่ไหนอยากเข้าก็เข้าได้ คุณต้องมี campus card ไว้รูดก่อนนะยะ ประตูถึงจะเปิดให้ แล้วศรีสุดามีบัตรที่ว่านั่นหรือยัง??? แน่นอนว่ายังไม่มี ก็เลยต้องเดินตามตูดน้องนางไปต้อย ๆ

เข้าไปข้างในตึกได้แล้ว ก็ปรากฏว่าประตูที่เชื่อมกับห้องสมุดก็ปิด เช่นนี้แ้ล้ว ศรีสุดาก็คงต้องกลับ ไอ้ครั้นจะอยู่ใช้เน็ตที่นี่ก็ไม่ได้อีก เพราะยังไม่มีรหัสผ่าน แม๊ ชีวิตที่ไม่มี Identity นี่มันช่างยากลำบากจริง ๆ ว้อย

 ก่อนไป ศรีสุดาก็ต้องสำแดงความเบ๊อะให้เป็นที่ประจักษ์ตามฟอร์ม หล่อนถามนางอังกฤษว่า

-      แล้วพี่จะไปแลกเงินได้ที่ไหนอีกอ่ะ พี่มีเงินดอลลาร์อยากแลกเป็นปอนด์

-      เวาะ?!? (ได้ยินคนอังกฤษหลายคนละออกเสียง What เป็น เวาะเนี่ย) พี่หมายถึง exchange หรอกเหรอ ตู้ที่หนูว่านั่นเป็นตู้สำหรับ change เงินนะ ไม่ใช่ exchange

-      !?! (ใบ้แดก)

-      พี่จ๋า พี่เข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า Change กับ Exchange ไหม

-      .... ส่ายหน้า (จริง ๆ เข้าใจมาตลอดชีวิตล่ะ แต่นาทีนั้น She was gone blank. ศรีสุดาลืมทุกอย่างที่ร่ำเรียนมาไปเสียสิ้น)

-      คือ change นี่ พี่เอาธนบัตรไปแลก แล้วเขาจะให้เหรียญพี่มา อย่างไอ้ที่พี่ว่าแลก dollar เป็นปอนด์เนี่ย เค้าเรียก exchange

-      -_-)! อืม เข้าใจละ (ดีมาก รับอรุณด้วยรายการภาษาอังกฤษวันละคำ)

หลังจากเข้าใจความหมายของคำศัพท์อย่างถ่องแท้แล้ว ศรีสุดาก็โบกมือลาน้องเขา เดินลงกระไดไปหาประตูทางออก ใจหล่อนก็คิดว่า มันคงให้ scan บัตรแค่ขาเข้า ขาออกนี่คงยังไงก็ได้ แต่มันเป็นเช่นหล่อนคิดไหม ...

 ฮึบๆๆๆ จะใช้มือหรือส้นเท้าผลัก ประตูก็ไม่เคลื่อน แน่แท้แล้วว่าต้องใช้บัตร รีบวิ่งตึ่ก ๆ กลับไปข้างบน น้องนางอังกฤษหายไปแร่ววววว สงสัยไปใช้คอมห้องอื่น มีนักศึกษาอยู่ในห้องคอมอีกสามสี่คน แล้วแต่ละคนก็กำลังหน้าเคร่งกับงานตรงหน้า เอ่อ คือว่า เอ่อ ไม่กล้าขอความช่วยเหลือว้อย ทำไงดีว้า

ค่อย ๆ โผเผเดินลงไปข้างล่าง นั่งรอตรงประตูทางออก เผื่อจะมีใครผ่านมาบ้าง ....สิบห้านาทีผ่านไป... ไม่มีใครออกมาเล้ย! ใจคอจะไม่ไปกินข้าวกินปลากันรึไงฟะ ฮึ่ม ...เดินขึ้นลงกระไดเป็นรอบที่สามสิบ

 อ๊างงงงงงงงงงงงงงงงงงงง คุณแม่บ้านเดินลงกระไดมาแล้ว เย้ ๆๆ นางคงเพิ่งทำความสะอาดห้องน้ำเสร็จ ศรีสุดารีบถลาเข้าไปขอความช่วยเหลือ คุณแม่บ้านใจดีหัวเราะในความเปิ่นของหล่อน แล้วก็รีบรุดไปรูดการ์ดเปิดประตูให้ทันที อืม... อิสรภาพมีความหมายอย่างนี้นี่เอง ;)

 นี่เป็นแค่บางฉากบางตอนที่บอกให้รู้ถึงความสำคัญของ Campus card ที่มหาวิทยาลัยนี้ นอกจากใช้เน็ตไม่ได้แล้ว ก็เข้าออกหอพักนอกเวลาไม่ได้ เข้าโรงซักผ้านอกเวลาราชการก็ไม่ได้ ในขณะที่คนมีบัตรเข้าออกได้ 24 ชั่วโมง (เราก็ต้องอาศัยจังหวะเข้าออกพร้อมกับคนมีบัตร) กว่าจะได้บัตรมาต้องรอเกือบหนึ่งสัปดาห์ ระหว่างนั้นศรีสุดาก็ถูก lock in มั่ง lock out มั่ง ไม่รู้กี่ครั้ง

 ยุคนี้สมัยนี้ ถ้าหาหลักฐานบ่งชี้ไม่ได้ว่าคุณเป็นสมบัติของชนชาติหรือสถาบันใด ก็อาจหาที่อยู่ที่ยืนหรือเข้าถึงทรัพยากรได้ยากมาก (จบงี้เนี่ยนะ)

 นึกถึงที่ Descartes บอกว่า ‘I think, therefore I am’ แต่นางสาวศรีสุดาเห็นจะต้องบอกว่า ‘I have my own identity (card), therefore I am’






October 03

นิราศนอริช ตอนที่ 7

ศรีสุดายืนหันรีหันขวางอยู่พักใหญ่ ไม่รู้จะเอายังไงดี มีเหยื่อเป็นเด็กวัยรุ่นผู้ชายหลงมาสองคน หล่อนเลยปรี่เข้าไปตะครุบ ถามว่า ‘เจ๊เพิ่งมาถึงอ่ะน้อง ต้องไปติดต่อที่พักที่ไหนดีเด็กทำหน้างง ๆ บอกว่าไม่รู้แฮะ แต่ชี้มือให้ลองไปถามที่อาคารที่อยู่ใกล้ ๆ กัน

ไม่มีอะไรจะเสียแล้วตอนนั้น ใครชี้ทางไปนรกไปสวรรค์ก็จะเสี่ยงไปให้หมด ศรีสุดาจึงเดินไปตามที่น้องเขาบอกอย่างไม่รอรี ป้ายข้างหน้าเขียนว่า Conference hall เดินเข้าไปข้างใน ค่อยยังชั่วหน่อย มีผู้หญิงสองคนทำงานอยู่ ศรีสุดารื้อควักเอกสารทุกอย่างให้สองนางนั้นดู แล้วถามว่าหล่อนจะพักได้ที่ไหน

นางหนึ่งบอกให้หล่อนรอสักครู่ แล้วยกหูโทรศัพท์ คุยกับใครงุ๊งงิ๊งอยู่สักเดี๋ยว แล้วจึงหันมาบอกว่า ‘คุณไม่ได้พักกับทาง Campus accommodation นะ แต่ต้องไปพักที่ INTO’

INTO ที่คุณน้องเจ้าหน้าที่บอกนั้น คือโรงเรียนภาษาที่อยู่ใน UEA เพราะคะแนน IELTS ในส่วนการเขียนของศรีสุดายังไม่ได้ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด (หล่อนสอบได้การเขียนได้ 5.5 แต่มหาวิทยาลัยต้องการ 6 เป็นอย่างต่ำ) จึงต้องมาเรียนภาษาก่อน 8 สัปดาห์ในสถาบันที่เรียกว่า INTO อะไรนี่

 น้องกางแผนที่มหาวิทยาลัยให้ศรีสุดาดู แล้วชี้ว่า INTO อยู่ตรงไหน ให้หล่อนเดินไปเอง ศรีสุดาแสร้งพยักหน้าว่ารู้เรื่องทุกอย่าง ดูแล้วเข้าใจหมดแผนที่น่ะ แต่อันที่จริงแล้วหล่อนเป็นคนอ่อนด๊อยเรื่องทิศทางมาก (นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นแดก แยกเป็นหลง คือสโลแกนของหล่อน) หล่อนจึงเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยความมั่นใจ เดือดร้อนเจ้าหน้าที่ต้องวิ่งตามหน้าตาเลิ่กลั่กมาบอกว่า ไม่ใช่ทางเน้ย่ะ ไปทางโน้น!’ เพื่อความปลอดภัยว่าจะไม่หลงอีก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงได้รับมอบหมายให้ไปส่งหล่อนจนถึง INTO เลยทีเดียว

 เดินอ้อมตึกไปสัก 5-6 นาที ก็ถึงแล้ว ‘INTO Centre’ ดูทันสมัยผิดกับตึกอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย ลักษณะว่าเพิ่งสร้างเสร็จ เดินเข้าไปข้างในยังมีคนทำงานอยู่ ศรีสุดารีบยื่นจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหญิงชาวอังกฤษท่าทางใจดี ชื่อคุณพี่มิเชล

 หลังคุยกันเซ็นสัญญาและคุยเรื่องเงื่อนไขการเข้าพักต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว คุณพี่มิเชลก็พาหล่อนเดินขึ้นไปส่งถึงในห้อง (ซึ่งค่าเช่าแพงมากกกก สนนราคา 480 ปอนด์ต่อเดือน ด้วยราคาเท่านี้ถ้าอยู่เมืองไทย ห้องคงโคตะระหรูเลย ดีว่าอยู่ที่นี่แค่สองเดือน ไม่งั้นคงเรียนอย่างไม่มีความสุขแน่นอน เนื่องจากเครียดเรื่องค่าห้อง) จากนั้นนางก็พาศรีสุดาไปดูห้องครัว ซึ่งต้องแชร์กับอีกหลาย ๆ ห้องด้วย เอ่อ ครัวดูทันสมัยแต่ลักษณะสกปรกเล็กน้อย เด็กวัยรุ่นมาอยู่รวมกันก็อย่างนี้ล่ะ

 ก่อนเจ๊มิเชลจะจรลี ศรีสุดารีบสอบถามว่าจะหาข้าวยาไส้ได้จากที่ไหนบ้าง นางบอกว่าคาเฟ่ที่ INTO ปิดแล้ว ไรฟะ! แค่ทุ่มกว่าปิดซะแล้ว (อยู่ไปก็ค่อย ๆ รู้ไปเองว่า ร้านอาหารที่นี่เปิดเป็นกะ ๆ อาหารเช้า กลางวัน เย็น ถ้าไปไม่ถูกช่วงก็อด ไม่เหมือนกรุงเทพฯ มีข้าวต้มข้าวแกงยี่สิบสี่ชั่วโมง) แต่ยังมี Tesco express อยู่ไม่ไกล เดินไปประมาณ 15 นาทีก็ถึง หล่อนชี้ไม้ชี้มือบอกทิศทางให้

ศรีสุดายังไม่อยากเสี่ยงกับการหลงทางด้วยการเดินไป Tesco หล่อนจึงเปิดกระเป๋าควักมาม่าที่ตุนมาจากเมืองไทยแล้วเดินไปที่ครัว ชิป! เตาไฟฟ้าทันสมัยเกิ๊น ใช้ไม่เป็นเลย เกิดมาเคยใช้แต่เตาถ่านกับเตาแก๊ส ไม่ใช้ก็ได้วะ หันไปเสียบปลั๊กกาน้ำร้อนแทน เทน้ำร้อนใส่ถ้วยมาม่าแล้วก็เดินกลับห้อง ไ่ม่อยากกินที่นี่ เพราะในครัวคนจีนเยอะมาก ราวกับอยู่ใน China town พูดภาษาจีนกันล้งเล้ง กะเหรี่ยงไทยอย่างหล่อนอยู่ในครัวต่อไปก็เปรียบเหมือนส่วนเกิน กรรม! นี่หล่อนอยู่ในอังกฤษจริงหรือเปล่ายะ เคยได้ยินว่า ในโลกนี้ถ้ามีคนเดินมา 5 คน 1 ในนั้นต้องมีคนจีน ก็ไม่เคยนึกภาพออกเลยว่าคนจีนเยอะขนาดไหน ตอนนี้ซึ้งถึงทรวงละว่าคนจีนกำลังจะครองโลก -_-)!

 ศรีสุดานั่งซดมาม่า สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ‘นี่ก็ใกล้สองทุ่มเต็มทีแล้ว ทำไมมันเหมือน 5 โมงเย็นบ้านตูเลยฟะ’ ฟ้ายังสว่างแจ้งจางปาง นั่นก็เพราะหล่อนมาถึงช่วงเดือนกรกฎา ยังนับว่าเป็นหน้าร้อนของอังกฤษอยู่ กลางวันจึงยาวกว่ากลางคืน กว่าอาทิตย์จะตกก็โน่นปาเข้าไปสามทุ่ม ตอนเช้า ๆ ตีสี่ครึ่งฟ้าก็สว่างละ

 มองลงไปข้างล่าง เจอคนจีนจับกลุ่มคุยกันโล้งเล้ง ฮึ่ม! ขัดใจ มาเรียนภาษาจีนที่นี่น่าจะง่ายกว่าเรียนภาษาอังกฤษอีกมั้งเนี่ย



September 16

นิราศนอริช ตอนที่ 6

กลับมาอีกครั้ง ตามคำเรียกร้องของแฟนานุแฟน วะฮ่าฮ่า อ้าว ไม่มีใครเรียกร้องหรอกเหรอ เออ เราเรียกตัวเองก็ได้ โอม จงมา จงมา ... เริ่ม นิราศนอริช ตอนใหม่ ณ บัดเดี๋ยวนี้ .....

เครื่อง บินจากอัมสเตอร์อัม ถึง นอริช ใช้เวลาราว 45 นาที (แต่นั่งรอ 7 ชั่วโมง) ในที่สุดนางสาวศรีสุดาก็ถึงสนามบินเมืองนอริชจนได้ อา! ศรีสุดามองเห็นเจ้าหน้าที่กำลังขนกระเป๋าสัมภาระอยู่ข้างเรือบิน ด้วยความเกรงใจและประสงค์จะช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าพนักงานท่านนั้น หล่อนจึงปรี่้เข้าไป หมายจะหยิบกระเป๋าตัวเองมาลากเสียเอง เดือดร้อนเจ้าพนักงานต้องรีบห้ามปราม แล้วบอกหล่อนว่า กรุณาไปรอรับที่ the baggage reclaim นะครับ please ๆ อ้าว เบ๊อะได้อีกนะยะหล่อน

ผละจากคุณพี่เจ้าพนักงาน ศรีสุดาก็เดินเข้าไปในตัวอาคาร ตามหลังท่านผู้โดยสารอื่น ๆ ไป ตอมอก็รอตรวจอยู่ หล่อนรีบเตรียมแผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดไว้รอท่า แต่เขาตรวจไหม???? ไม่เลย ไม่แม้แต่ถามด้วยซ้ำว่าปอดของหล่อนมีรอยจริงหรือ ถามแค่ว่า "Do you have ....?" ถามหาใบอะไรสักอย่าง หล่อนไม่รู้หรอกว่าใบอะไร แต่ขอตอบว่ามีไว้ก่อนล่ะฟะ กลัวเขาส่งกลับประเทศ แล้วก็ทำท่าค้นยึกยัก ๆ ๆ คุณพี่ตอมอเห็นท่าทางงุ่มง่ามเลยควักใบ Immigration form ขาเข้า ใบเล็ก ๆ ให้หล่อนซะ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว อ้าว ใบนี้เองหรอกเหรอ (สำเนียง Norwich นี่ฟังยากเหมือนกันนะคุณผู้อ่าน)

หลบไปกรอกใบ Immigration form เรียบร้อยเป็นคนสุดท้ายแล้ว ศรีสุดาก็ค่อยนำแบบฟอร์มนั้นไปให้คุณพี่ตอมอ คุณพี่น่ารักมาก หาได้ถือสาความเฉิ่มของหล่อนไม่ ประทับตราปังให้หล่อนเข้าประเทศ โดยไม่ได้สอบถามอะไรมากไปกว่านั้นเลย พร้อมกับอวยพรส่งท้ายว่า "Hope you enjoy living your life here" ประทับใจศรีุสุดามาก ๆ ถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับผู้พลัดถิ่น เมื่อเจอเจ้าของบ้านที่มีมิตรใจไมตรีขนาดนี้

เดินโต๋เต๋หาทางออกจากสนามบินได้แล้ว เจอคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนรอรถเมล์อยู่ ใจจริงศรีสุดาอยากไปรถเมล์ เพราะมีกระเป๋าลากใบใหญ่มาแค่ใบเดียว ไม่พะรุงพะรังมาก แต่อ่านจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยแล้วว่า ถ้านั่งรถเมล์ ต้องไปต่ออีกสายที่ในเมือง จากประสบการณ์ชีวิตที่หลงทางมาไม่รู้กี่ครั้ง ทำให้หล่อนตัดสินใจเรียกแท็กซี่  พี่แท็กซี่ดีใจมาก รีบปากหวานว่า "You are really smart" แหม! ถ้าฉลาดจริง คงสามารถขึ้นรถเมล์ไปเองได้แล้วล่ะค่ะพี่ นีีคงยังฉลาดไม่ถึงขึ้น จึงได้นำเงินมาให้คุณพี่อย่างนี้

คนอังกฤษช่างพูดช่างคุยนัก พี่แท็กซี่พูดไม่หยุดตลอดทาง ตะแกว่า ศรีสุดาเป็นคนไทยคนแรกที่แกเคยรับจากสนามบินไปส่งที่มหาวิทยาลัย แกเลยอนุมานว่าคงมีคนไทยน้อยเนอะ นั่นออกจะทำให้ศรีสุดาดีใจอยู่นิด ๆ เพราะหล่อนต้องการมาเคี่ยวกรำภาษาอังกฤษของตัวเองให้หนักที่สุด ถ้าเจอคนไทย หล่อนก็กลัวว่าหล่อนจะมัวแต่พูดภาษาบ้านเกิดตัวเองมากไป จนไม่ได้เรียนรู้ (ที่ไหนได้ คนไทยเยอะมาก พูดภาษาไทยทุกวัน มากบ้างน้อยบ้างตามแต่โชคชะตา คุณพี่แท็กซี่นี่ช่างไม่รู้เรื่องเลยนิ)

อาเสียค่าแท็กซี่ไปสิบเอ็ดปอนด์ ในที่สุดก็ถึงแล้ว University of East Anglia หน้าตาเป็นเช่นนี้นี่เอง ว่าแต่ ต้องไปพักที่ไหนหว่าี้ นี่ก็ปาไปเกือบหกโมงเย็นละ พี่แท็กซี่พาหล่อนไปส่งที่ Accommodation Office แต่แหงล่ะว่ามันปิดแล้ว อ้าว ศรีสุดาจะมีที่ซุกหัวนอนไหมล่ะคืนนี้